วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553

สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนฟ้องเพิ่ม 9 โครงการในระยองให้ศาลสั่งระงับการลงทุน

ภาพตัวอย่าง (ในต่างประเทศ) การทรุดของถังเก็บก๊าซ แอลพีจีขนาดใหญ่ จากปัญหาฐานรากไม่แข็งแรงเพียงพอ แต่โชคดีไม่มีปัญหาการระเบิดรุนแรง (BLEVE)

ภาพคนเทียบกับถังก๊าซขนาดใหญ่ ปริมาณก๊าซเหลวหนักมากกว่า 3000 ตัน

นายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน ร่วมกับชาวบ้านในพื้นที่มาบตาพุด-บ้านฉาง จ.ระยอง 35 ราย ยื่นฟ้องหน่วยงานภาครัฐ 9 หน่วยงาน ในฐานะเป็นเจ้าหน้าที่หรือหน่วยงานของรัฐละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดหรือปฏิบัติหน้าที่ล่าช้าเกินสมควรอีกครั้งเป็นครั้งที่ 2 เมื่อวานนี้(10 มี.ค.53) โดยเสนอให้ศาลปกครองกลางระงับโครงการใหม่ที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนเพิ่มอีก 9 โครงการ

การยื่นฟ้องเพิ่มเติมดังกล่าว มีสาเหตุสำคัญ 5 ประการ 1.เพราะชาวบ้านในพื้นที่มาบตาพุด-บ้านฉาง และใกล้เคียงได้ร้องเรียนมายังสมาคมฯ อย่างต่อเนื่องว่าได้รับผลกระทบและความเดือดร้อน อันเนื่องมาจากกิจกรรมของการก่อสร้างและการประกอบการโครงการหรือกิจกรรมโครงการต่างๆ ทั้งใหม่และเก่าในพื้นที่มาบตาพุด-บ้านฉาง และใกล้เคียงในจ.ระยอง มาอย่างต่อเนื่องโดยที่ไม่ได้รับความเหลียวแลหรือดูแลเอาใจใส่จากเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องอย่างจริงใจ ทั้งที่ชาวบ้านพยายามบอกกล่าวและร้องเรียนไปยังหน่วยงานต่างๆ ให้เข้ามาดูแล แก้ไขแล้วแต่ก็ยังเพิกเฉย

2.เพราะตลอดระยะเวลาแห่งการเป็นคดีในชั้นศาลปกครอง และมีการตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่ายที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นประธานเพื่อแก้ไขปัญหาตามรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 67 วรรคสอง พบว่ามีเหตุการณ์อุบัติภัยก๊าซรั่วแพร่กระจายในพื้นที่มาบตาพุด-บ้านฉางมาอย่างต่อเนื่องทั้งที่เป็นข่าวและไม่เป็นข่าว และไม่มีทีท่าว่าหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบจะสามารถค้นหาตัวการที่ก่อให้เกิดปัญหาได้หรือลงโทษผู้กระทำผิดได้ รวมทั้งขาดความรับผิดชอบและเยียวยาฟื้นฟูชาวบ้าน คนงานที่ได้รับผลกระทบอย่างจริงจัง

ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลเฉยเมยต่อการแก้ไขปัญหาที่เป็นต้นเหตุของปัญหาอย่างแท้จริง ปล่อยให้โรงงานเก่าหรือเดิมในพื้นที่มาบตาพุดที่มีกว่า 117 โรงงานประกอบการต่อไปได้โดยไม่มีมาตรการออกมารองรับเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวบ้าน

3.เพราะตั้งแต่สมาคมฯ และชาวบ้านในพื้นที่มาบตาพุด-บ้านฉาง 43 ราย ได้ฟ้องร้อง 8 หน่วยงานภาครัฐให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญปี 50 มาตรา 67 วรรคสอง โดยบังคับให้ 76 โรงงานในพื้นที่มาบตาพุด-บ้านฉางและใกล้เคียงปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 19 มิ.ย.52 พบว่าตั้งแต่วันที่ฟ้องร้องมาจนถึงสิ้นเดือนพ.ย.52 สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.) ยังให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการให้ความเห็นชอบ EIA โครงการต่างๆ เพิ่มเติมอีกอย่างต่อเนื่องในพื้นที่มาบตาพุดและใกล้เคียง

4.เป็นการตอบโต้รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากตลอดเวลาที่ศาลปกครองกลางและศาลปกครองสูงสุด ได้มีคำสั่งให้การคุ้มครองชั่วคราวชาวบ้านในพื้นที่มาบตาพุดและใกล้เคียงตามคำขอของสมาคมฯ และชาวบ้าน พบว่ารัฐบาลและหน่วยงานของรัฐมีความพยายามขอปลดล็อคโครงการต่าง ๆ ดังกล่าวจากศาลให้เอกชนมาอย่างต่อเนื่อง

"สมาคมฯ ถือว่ารัฐบาลไม่มีความจริงใจที่จะบังคับให้เอกชนเจ้าของโรงงานปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ สมาคมฯ และชาวบ้านจึงตอบโต้ด้วยการฟ้องร้องหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง พร้อมเสนอให้ศาลระงับโครงการใหม่ที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนเพิ่มอีก 9 โรงงาน" แถลงการณ์ระบุ

5.เพราะผู้ประกอบการเอกชนและตัวแทนของกลุ่มนายทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะเจโทรได้พยายามเดินสายพบรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรีของไทย เพื่อกดดันให้รัฐบาลไทยช่วยเหลือผู้ประกอบการของญี่ปุ่นในประเทศไทย สมาคมฯ ถือว่าเป็นการแทรกแซงและก้าวล่วงอำนาจของกระบวนการยุติธรรมของประทศไทยอย่างชัดแจ้ง ไม่ให้เกียรติเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไทยและคุณภาพชีวิตของคนไทย

"หากพฤติการณ์ของเจโทรยังดำเนินการเช่นนี้อีกการฟ้องร้องรอบที่ ๓ จะตามมาและจะมุ่งเน้นแต่เฉพาะโครงการของผู้ประกอบการญี่ปุ่นเป็นหลักอย่างแน่นอน" แถลงการณ์ ระบุ

ทั้งนี้ ทางสมาคมฯ หวังว่าผู้ประกอบการทั่วประเทศอีก 181 โครงการที่ได้รับความเห็นชอบ EIA ไปแล้วตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค.50 จนถึงปัจจุบันจะยึดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา 67 วรรคสองมาปฏิบัติใช้โดยเร็ว รวมทั้งกลับไปพิจารณาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 3/2552 เมื่อวันที่ 18 มี.ค.52 อย่างถี่ถ้วน ซึ่งผู้ประกอบการทั้ง 181 โครงการควรเร่งดำเนินการจัดทำ HIA ใน EIA เพิ่มเติม จัดกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียโดยรอบโครงการ และให้องค์การอิสระให้ความเห็นประกอบโดยเร็ว เพราะหากยังเพิกเฉยไม่ดำเนินการ ผู้ประกอบการทั้งหลายคงจะทราบดีว่าจะเกิดอะไรขึ้น

สำหรับ 9 โครงการที่สมาคมฯ ยื่นฟ้องเพิ่มเติม ประกอบด้วย

1.โครงการทำเหมืองชนิดแร่ทรายแก้ว ที่ อ.แถลง จ.ระยอง ของ หจก.กรุงเกษม

2.โครงการโรงงานผลิต Purified Terephthalic Acid(PTA) ที่ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ของบริษัท อินโดรามา ปิโตรเคม จำกัด

3.รายงาน EIA นิคมอุตสาหกรรมเหมราชตะวันออก(มาบตาพุด) อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัท ไทย อีทอกซีเลท จำกัด

4.โครงการผลิตเหล็กเส้น ที่ อ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง ของบริษัท เหล็กทรัพย์ตะวันออก จำกัด,

5.โครงการท่าเทียบเรือขนถ่ายสินค้าเหลว ต.มาบตาพุด จ.ระยอง ของบริษัท เอเซีย เทอร์มินัล จำกัด

6.โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม 600 เมกะวัตต์ ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัท โกลว์ เอส พี พี 3 จำกัด

7.โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อน ที่นิคมมาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง ของบริษัทเก็คโค่-วัน จำกัด

8.โครการอ่างเก็บน้ำห้วยโสมง ที่ จ.ปราจีนบุรี-อ.ปลวกแดง จ.ระยอง ของกรมชลประทาน และ

9.โครงการโรงไฟฟ้า TNP2 ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ระยอง ของบริษัท เนชั่นแนลเพาเวอร์ 2 จำกัด

วันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553

ประชากรกว่า 400 ล้านคน อยู่ในกลุ่มเสี่ยง แผ่นดินไหว!!!

"แผ่นดินไหว" ไม่ได้เพิ่มขึ้น แต่เพราะเราไปอาศัยตามแนวรอยเลื่อนกันมากขึ้น

10 มีนาคม 2553 16:11 น. โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์




สภาพอาคารบ้านเรือนในย่านการค้าของกรุงปอร์โตแปรงซ์ เมืองหลวงของเฮติ ที่กลายเป็นซากปรักหักพังจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อช่วงเย็นวันที่ 12 ม.ค. 2010 ตามเวลาท้องถิ่น (เอเอฟพี)

หายนะจากธรณีพิโรธในเฮติและชิลียังไม่ทันจางหาย แผ่นดินตุรกีก็สั่นสะเทือนตามมาอีกระลอก ภายในช่วงเวลาไม่ถึง 2 เดือน แม้ความรุนแรงจะไม่มากเท่า 2 ดินแดนก่อนหน้า แต่ก็เกิดข้อกังขาคาใจคนทั่วโลกว่า เหตุไฉนแผ่นดินไหวสมัยนี้จึงเกิดขึ้นถี่ยิบและรุนแรงยิ่งกว่าแต่ก่อน?

ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาหลายคนบอกว่า ปัจจุบันดูเหมือนว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวเกิดบ่อยครั้งขึ้น แต่ที่จริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น และปัญหาของเรื่องนี้มาจากสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเหนือพื้นพสุธา ไม่ใช่สิ่งที่กำลังเป็นไปอยู่ใต้พื้นพิภพ

ทั้งนี้เพราะ
ปัจจุบันมีประชาชนจำนวนมากอพยพเข้าสู่เมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ตามแนวรอยเลื่อนของเปลือกโลก สิ่งปลูกสร้างและอาคารบ้านเรือนผุดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่มีโครงสร้างไม่ได้มาตรฐาน จึงไม่สามารถต้านทานแผ่นดินไหวได้ และด้วยระบบการเฝ้าติดตามการเกิดแผ่นดินไหวที่ดีกว่าแต่ก่อน จึงทำให้ดูราวกับว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวนั้นเกิดขึ้นบ่อยเสียจนน่าตกใจ

"ผมสามารถบอกคุณได้อย่างชัดเจนเลยว่า โลกไม่ได้กำลังดำเนินมาถึงจุดจบอย่างแน่นอน" บ็อบ โฮลด์สเวิร์ธ (Bob Holdsworth) ผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างของพื้นผิวโลก มหาวิทยาลัยเดอแรม (Durham University) ทางตอนเหนือของอังกฤษ กล่าวต่อผู้สื่อข่าวของเอพี

ตั้งแต่เดือนแรกของปีนี้ เกิดแผ่นดินไหวในประเทศเฮติความรุนแรง 7 ริกเตอร์ มีผู้เสียชีวิตกว่า 230,000 แสนคน ถัดมาปลายเดือน ก.พ. เกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 8.8 ริกเตอร์ ในชิลี ซึ่งรุนแรงเป็นอันดับที่ 5 นับตั้งแต่ปี 1900 ตามด้วยคลื่นสึนามิซัดเข้าสู่พื้นที่ริมชายฝั่ง มีผู้เสียชีวิตกว่า 900 คน และล่าสุดเมื่อวันที่ 9 มี.ค. ที่ผ่านมา เกิดแผ่นดินไหวในตุรกีที่รุนแรง 6.0 ริกเตอร์ มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 51 ราย

พอล เอิร์ล (Paul Earle) นักแผ่นดินไหววิทยาประจำองค์กรสำรวจธรณีวิทยาสหรัฐฯ (
U.S. Geological Survey) เปิดเผยต่อเอพีว่า โดยเฉลี่ยแล้วในแต่ละปี จะมีแผ่นดินไหวที่มีความรุนแรงระดับตั้งแต่ 6.0-6.9 เกิดขึ้นประมาณ 134 ครั้ง ทว่าตั้งแต่เริ่มต้นปีนี้จนถึงปัจจุบันเกิดขึ้นไปแล้ว 40 ครั้ง ซึ่งมากกว่าปีที่ผ่านๆ มาในช่วงเวลาเดียวกัน แต่นั่นเป็นเพราะว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหวรุนแรง 8.8 ริกเตอร์ในชิลี ทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงหรืออาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายระลอก

อีกทั้ง
ไม่ใช่เพราะจำนวนครั้งที่เกิดแผ่นดินไหว หากแต่เป็นเพราะความเสียหายรุนแรงที่เกิดขึ้น จึงทำให้ได้รับความสนใจอย่างมากจากคนทั่วโลก ซึ่งยอดผู้เสียชีวิตจำนวนมากนั้นเป็นผลมาจากสิ่งปลูกสร้างและชุมชนที่อาศัยของคนจำนวนมากในบริเวณดังกล่าว

"
แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่านั้นไม่ได้ฆ่าใคร แต่เป็นสิ่งก่อสร้างต่างหากที่คร่าชีวิตผู้เคราะห์ร้าย" เอิร์ล กล่าว

ด้านโรเจอร์ บิลแฮม (Roger Bilham) นักธรณีวิทยา มหาวิทยาลัยโคโลราโด (University of Colorado) สหรัฐฯ บอกว่า ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา มีผู้คนเสียชีวิตในเหตุการณ์แผ่นดินไหวแล้วนับไม่ถ้วน และในคอลัมน์ของวารสารเนเจอร์ (
Nature) ฉบับเดือนที่แล้ว บิลแฮมยังได้เรียกร้องให้มีมาตรฐานสิ่งปลูกสร้างในเมืองใหญ่ที่ดีกว่านี้ ซึ่งเมื่อปีที่แล้วเขาได้ศึกษาเกี่ยวกับผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์แผ่นดินไหว จำนวนประชากร ระดับความรุนแรงของการสั่นสะเทือน รวมถึงปัจจัยอื่นๆ ที่มีส่วนสร้างความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหว

"เราพบว่าในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวมากกว่าในช่วง 10 ปีก่อนหน้านั้นถึง 4 เท่าตัว ซึ่งตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนและน่าตกใจ" บิลแฮม เผยต่อเอพี ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวและธรณีวิทยาอีกหลายคนก็สังเกตด้วยเช่นกันว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุธรณีพิโรธนั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก

รายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าในช่วงปี 2000-2009 มีจำนวนผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติแผ่นดินไหวมากกว่า 453,000 ราย ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนจากช่วงระยะเวลา 2 ทศวรรษก่อนหน้านั้น

อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษที่ 70 แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในประเทศจีนได้คร่าชีวิตผู้คนไปประมาณ 440,000 ราย ทว่าตัวเลขเหล่านั้นไม่แน่นอนในแต่ละปี ซึ่งนักสถิติยังบอกว่าธรรมชาติของหายนะจากเหตุแผ่นดินไหวที่เป็นไปอย่างไร้ทิศทางทำให้ยากที่จะมองเห็นแนวโน้มจำนวนผู้เสียชีวิตได้

ทั้งนี้ จากการวิเคราะห์อย่างคร่าวๆ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านสถิติ 2 คน ไม่พบว่าแนวโน้มจำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติตั้งแต่ช่วงทศวรรษที่ 70 เนื่องจากมีความแปรปรวน ถึงแม้ว่าแนวคิดของผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวจะชี้ว่า ตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อย่างน้อยก็ตั้งแต่ทศวรรรษที่ 80

เดอบาราติ กูฮา-ซาปีร์ (Debarati Guha-Sapir) ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยการระบาดวิทยาของภัยพิบัติ (
Centre for Research on the Epidemiology of Disasters : CRED) กล่าวว่า จากแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เกิดเมื่อไม่นานมานี้ ไม่ว่าจะเป็นที่เมืองอิซมิต (Izmit) ในตุรกีเมื่อปี 1999 ซึ่งมีผู้เสียชีวิต 18,000 ราย หรือเมืองภุจ (Bhuj) ในอินเดีย ที่มีผู้เสียชีวิตราว 20,000 ราย

"
หากเกิดขึ้นเมื่อ 30 ปีก่อน เมื่อเทียบกันแล้ว 2 เหตุการณ์นี้อาจเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย เพราะว่าจำนวนประชากรใน 2 เมืองนี้ มีอยู่เพียง 1 ใน 3 ของจำนวนประชากรที่มีอยู่เมื่อครั้งเกิดเหตุแผ่นดินไหว ความหนาแน่นของจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เหตุการณ์เล็กน้อยกลับกลายเป็นเหตุร้ายแรงได้" กูฮา-ซาปีร์ เผย

ผู้เชี่ยวชาญด้านแผ่นดินไหวและภัยพิบัติบอกอีกว่า ปัญหาลักษณะนี้จะเลวร้ายยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งบิลแฮมให้ข้อมูลว่า
มี 130 เมืองทั่วโลก ที่มีประชากรอาศัยอยู่มากกว่า 1 ล้านคน และมากกว่าครึ่งของเมืองเหล่านี้ตั้งอยู่บนแนวรอยเลื่อนของแผ่นเปลือกโลก ทำให้มีแนวโน้มสูงที่จะได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว และจากที่เขาได้คำนวณพบว่ามีประชากรกว่า 400 ล้านคน ที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง

สำหรับในประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีอัตราการเติบโตของจำนวนประชากรสูง และขาดความตระหนักต่อการเตรียมความพร้อมรับมือต่อเหตุแผ่นดินไหว บิลแฮมบอกว่า หากคุณยังมีปัญหาเรื่องปากท้องของตัวเอง คุณจะไม่ไปห่วงกังวลเกี่ยวกับแผ่นดินไหวจริงจังเท่าไหร่นัก

อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้แผ่นดินไหวยิ่งดูเลวร้ายขึ้นกว่าแต่ก่อน เพราะเราให้ความสนใจต่อภัยพิบัตินี้มากขึ้นด้วย แผ่นดินไหวรุนแรงในเฮติเพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน ก็ตามติดมาด้วยเหตุการณ์ในชิลีที่มีระดับความรุนแรงมากยิ่งกว่า และทำให้ทุกคนต้องหันมาสนใจกับเรื่องราวของแผ่นดินไหว แต่นั่นยังไม่ใช่ครั้งสุดท้าย

"ตอนนี้ผู้คนกำลังพุ่งความสนใจที่ยังความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับโลกที่เราอาศัยอยู่ หากหวนกลับมาอีกครั้งในอีก 6 เดือนข้างหน้า ถ้าไม่มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้นอีกเลยระหว่างนั้น ผู้คนส่วนใหญ่ก็จะลืมมันไปอีกครั้ง" เดนนิส ไมลติ (Dennis Mileti) นักวิชาการด้านภัยพิบัติ กรรมการด้านความปลอดภัยทางธรณีพิบัติในรัฐแคลิฟอร์เนียกล่าว

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
สภาพบ้านเรือนที่เสียหายจากเหตุแผ่นดินไหว 8.8 ริกเตอร์ ในชิลี (เอเอฟพี)

เมืองชายฝั่งทะเลของชิลียังได้รับความเสียหายของจากคลื่นสึนามิหลังเกิดแผ่นดินไหวรุนแรง 8.8 ริกเตอร์ ซึ่งแผ่นดินไหวอาจไม่ได้รุนแรงมากกว่าในอดีต แต่ความเสียหายที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเป็นเพราะบริเวณที่เกิดเหตุเป็นเมืองใหญ่ที่มีผู้คนอาศัยอยู่มาก (เอเอฟพี)

สะพานทางด่วนทางตอนใต้ของเมืองซันติอาโกในชิลีพังทลายเพราะแผ่นดินไหว (เอเอฟพี)

ความเสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวในตุรกีเมื่อวันที่ 8 มี.ค. 2010 ซึ่งก่อนหน้านี้เมื่อปี 1999 ตุรกีก็เคยประสบเหตุแผ่นดินไหวรุนแรงและมีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคน (เอเอฟพี)

ร่อยรอยความเสียหายจากเหตแผ่นดินไหวในตุรกีเมื่อ 8 มี.ค. 2010 ซึ่งยังมีเมืองใหญ่อีกกว่า 130 เมืองทั่วโลก ที่กว่าครึ่งหนึ่งตั้งอยู่บนรอยเลื่อนของเปลือกโลก และมีประชากรหลายร้อยล้านคนเสี่ยงต่อเหตุแผ่นดินไหว (เอเอฟพี)

แผนภาพแสดงบริเวณที่เกิดแผ่นดินไหวตั้งแต่เดือน ม.ค.-มี.ค. 2010 (เอพี)

วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

แผ่นดินไหว ตุรกี 6.0 ริกเตอร์

วันจันทร์ ที่ 8 มีนาคม 2553
แผ่นดินไหว ตุรกี 6.0 ริกเตอร์ นานเกือบนาที
Posted by กลุ่มพิทักษ์อากาศสดชื่น , ผู้อ่าน : 74 , 20:46:18 น.
หมวด : ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

พิมพ์หน้านี้


8 มีค. 2553 11:27 น.

ศูนย์สำรวจธรณีวิทยาสหรัฐและทางการตุรกีรายงานว่า เกิดแผ่นดินไหวขนาด 6 ริกเตอร์ นานประมาณ 1 นาที โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่บาสยุต-คาราโคกัน ทางตะวันออกของตุรกี ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยเหตุแผ่นดินไหวในหมู่บ้านหลายแห่งทางตะวันออกของตุรกียุติลงแล้ว หลังเกิดเหตุแผ่นดินไหวราว 8 ชม. พบผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 57 คน และบาดเจ็บอีกราว 100 คน
เหตุแผ่นดินไหว เกิดบ่อยครั้งมากในตุรกี เมื่อปี 1999 มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 18,000 คน
เหตุแผ่นดินไหวเกิดขึ้นบ่อยครั้ง นับจากที่เกิดในเฮติ ซึ่งสร้างความเสียหายมาก นักวิทยาศาสตร์ นักธรณีวิทยา เริ่ม งง กับทฤษฎี การสะสมพลัง ซึ่งเป็นการคาดการณ์ ในการเกิดสึนามิ ถึงเวลานี้ อะไรๆ ก้อเกิดขึ้นได้บนโลกใบนี้ แบบ ฉีกตำราทิ้ง - มีตะเข็บรอยเลื่อน ระยอง-แกลง ซึ่งหลายๆผู้รู้ บอกว่าเป็นรอยเลื่อน ที่ไม่มีพลังแล้ว แต่จะจริงหรือ
ถ้าเกิดแผ่นดินไหวที่ระยอง อะไรจะเกิดขึ้นกับมาบตาพุด !!! ซึ่งขณะนี้โรงงานจำนวนมาก เลิกตอกเสาเข็มฐานรากแล้ว อ้างว่า เร่งการก่อสร้างโรงงานและดินสามารถรับน้ำหนักได้ ทั้งๆโรงงานใกล้เคียงใช้เสาเข็มจำนวนมาก มันอยู่ได้หรือ ฐานรากหอกลั่นสูงเกือบ 30 เมตร โครงสร้างรับระบบท่อขนาดใหญ่ สูงขนาดตึก 5-6 ชั้น - ถ้ามันพังถล่มลงมา อะไรจะเกิดขึ้น แก๊สรั่วรุนแรง - ระเบิด สารเคมีรั่ว แค่นึกคิด ... ก้อสยอง ดำเกรียมแถมรมสารเคมี อีก

http://www.worldcorrespondents.com/wp-content/uploads/2010/03/ankara-turkey-earthquake.jpg

Another Earthquake in Turkey

The earth is literally shaking as much as the rest of the people in the world are shaken by earthquakes here and then. Today, another strong earthquake with a magnitude of 6 hit Turkey. As of this moment, it is reported that 41 people are dead and we know that many else are missing.

Kovancilar, Turkey is one of the most affected villages in the country. Most structures and homes in the village are made of bricks of mud. Around a hundred plus are injured and the count goes high as the people are just trying to get up to figure out what to do next with their disgruntled homes.

This is intial news and we have more updates as the rest of the world awakes and realizes that another calamity is at rise. Stay updated with news on Turkey Earthquake by subscribing to World Correspondents.

An aftershock measuring 4.1 followed. The earthquake was felt in neighboring provinces of Tunceli, Bingol and Diyarbakir where panicked residents took to the streets.Bekir Yanilmaz Mayor Kovancilar, said 38 people were killed in three villages in the province of Elazig.
Earthquakes are frequent in Turkey, located on the North Anatolian fault. In 1999, two powerful earthquakes had struck the north-western Turkey, killing about 18,000 people.

Related Others Earthquake

  • Another Earthquake in Turkey
  • Turkey earthquake kills 41 after striking while villagers slept
  • Taiwan earthquake disrupts power
  • Chile Earthquake Earth Axis 2010 and a Bizarre Chance of Shortened Days
  • Chile quake death toll rises to 723: gov’t
  • Ventura tsunami: vicious waves strikes Ventura, CA!
  • Chile Earthquake PICTURES: Twitter Photos Record The Wreckage In Chile
  • Tsunamis Reach Hawaii; Pacific Ocean Warnings Remain in Effect
  • Chile 8.8. earthquake devastates: Justin Bieber, Adam Lambert, other stars showing concern
  • Tsunami hits California, no injuries or damage

  • แผ่นดินสะเทือน ความหวั่นไหวของคนบนที่สูง
    โดย ASTVผู้จัดการรายวัน 8 มีนาคม 2553 18:57 น.

    อาการบิดขี้เกียจของแผ่นเปลือกโลกที่เรียกว่าเกือบจะเป็นข่าวรายสัปดาห์ ไล่ตั้งแต่ต้นปีที่เฮติ ตามมาด้วยชิลี เร็วๆ นี้ก็ญี่ปุ่น ไต้หวัน ล่าสุดก็ที่ตุรกี ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดอาการวิตกจริตพอประมาณ จนพานนึกถึงคำทำนายของชาวมายาและภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่กวาดรายได้ไปเมื่อปีที่แล้ว

    เรื่องโลกแตกเป็นเรื่องไกลตัว แต่เรื่องแผ่นดินไหวใกล้ชิดเรามากกว่าที่คิด และประเทศไทยก็ใช่ว่าจะไม่เคยเกิด ความเสี่ยงก็ดูจะสูงขึ้นทุกวัน ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเกิดหรือไม่ เกิดเมื่อไหร่ แต่มันอยู่ที่ว่าเราพร้อมรับมือแค่ไหน

    ดูอย่างชิลีซึ่งเพิ่งจะเกิดแผ่นดินไหวขนาด 8.8 ริกเตอร์ ไปเมื่อไม่นานนี้ ซึ่งถือเป็นแผ่นดินไหวครั้งใหญ่โตที่สุดครั้งหนึ่งของโลก มันรุนแรงเท่ากับระเบิดทีเอ็นที 5 หมื่นล้านตัน และรุนแรงกว่าที่เฮติ 501 เท่า แต่การสูญเสียชีวิตผู้คนกลับน้อยกว่ามาก (ชิลีมาตกม้าตายก็ตรงไม่ยอมแจ้งเตือนภัยสึนามิ) นั่นหมายถึงการเตรียมรับมือของชิลีค่อนข้างมีความพร้อมสูง

    ย้อนมาที่เมืองไทย โดยเฉพาะกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของตึกสูงที่อยู่กันอย่างแออัด คนกรุงจำนวนมากอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า มีกฎหมายที่ดูแลเรื่องนี้อยู่ แต่การมีกฎหมายก็ไม่ได้หมายความว่าชีวิตคนบนที่สูงจะปลอดภัย เพราะกฎหมายมีช่องโหว่ให้รอดเสมอ

    4,300 อาคาร รองผู้ว่าฯ บอกไม่ถล่มแน่

    สุระชัย ชูผกา อดีตหัวหน้าผู้วิจัยโครงการจัดการความรู้เพื่อการรณรงค์ป้องกันภัยแผ่นดินไหวในอาคารสูง อธิบายว่า พื้นที่กรุงเทพฯ เป็นดินอ่อน เมื่อเกิดแผ่นดินไหว การสั่นสะเทือนและการโยกตัวของอาคารก็จะมีมากกว่าพื้นที่ที่เป็นดินแข็ง ดังนั้น การเอาอภิมหาตึกเกือบหมื่นแห่งวางแปะไว้บนดินโคลนจึงเป็นเรื่องน่าหวาดเสียวเอาการ

    “แต่ทางหน่วยราชการ โดยเฉพาะกรมโยธาฯ เขาก็ควบคุมดูแลนะครับ เพิ่งมีประกาศกระทรวงเมื่อปี 2550 นี่เองว่า การจะก่อสร้างอาคารสูงในกรุงเทพฯ ต้องได้รับการควบคุมมาตรฐานเพื่อรับมือกับแผ่นดินไหว แต่ปัญหาก็คือมันบังคับใช้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2550 แต่อาคารก่อนหน้านี้ไม่ถูกบังคับใช้”

    จากการสอบถามไปยัง พรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พบว่าใน กทม. มีอาคารอยู่ประมาณ 9,300 แห่ง เป็นตึกที่สร้างหลังปี 2550 ประมาณ 4,300 แห่ง และสร้างก่อนปี 2550 อีกประมาณ 5,000 กว่าแห่ง พรเทพอธิบายว่า

    “หากสังเกตจะพบว่า เวลามีแผ่นดินไหว พวกตึกสูงมักจะไม่ค่อยล้มลงมาหรอก ที่ล้มส่วนมากจะเป็นตึก 4 ชั้น 7 ชั้น เพราะส่วนใหญ่เจ้าของมักจะลงทุนค่อนข้างต่ำและประหยัด คือสร้างเพื่อขายให้เสร็จๆ ไป แต่พอหลังจากปี 2550 ทุกตึกไม่ว่าจะเป็นตึกใหญ่ ตึกเล็ก ต้องเข้าตามกฎพวกนี้หมด แล้วนอกจากนี้ยังมีข้อบังคับต่างๆ อีก เช่น ประกันวินาศภัย หรือแม้แต่เรื่องป้ายที่ไปติดบนหลังคา การต่อเติมออกมาจากแบบที่อนุมัติเอาไว้ พวกนี้ก็จะต้องมีการปรับ ซึ่งมีเยอะมากนะ

    “ที่ผ่านมา ผมเองก็พยายามเข้าไปตรวจสอบดูแล คือเขาต้องส่งพิมพ์เขียวให้แก่เราก่อน โดยมีการคำนวณทางด้านวิศวกรว่าสามารถรองรับได้ ทั้งการยึดติดของขั้วต่อ เหล็กเชื่อม ความลึกของเสาเข็ม หรือ 1 ตารางเมตรสามารถรองรับได้เท่าไหร่ ทั้งด้านตั้ง ด้านนอน อะไรพวกนี้มันจะมีข้อกำหนด พอส่งแบบแล้ว เราก็ต้องเขาไปควบคุมดูแลด้วยว่า เขาสร้างตามแบบที่วิศวกรให้การรับรองหรือไม่ ซึ่งโดยส่วนตัวแล้ว เราก็มั่นใจว่า 4,300 แห่ง ที่สร้างหลังจากปี 2550 จะไม่ถล่มแน่นอน”

    แต่อีก 5,000 อาคาร ยังเสี่ยง

    แม้ว่ารองผู้ว่าฯ จะรับประกันว่า อาคารอย่างน้อย 4,300 แห่งใน กทม. จะไม่ถล่ม แต่อีก 5,000 อาคารจะมีใครกล้ารับประกันบ้าง ซึ่งจุดนี้เป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงที่ดูเหมือนว่าทาง กทม. ก็ยังหาทางออกที่ชัดเจนไม่ได้ เพราะเขายังบอกเองว่าน่าเป็นห่วง ซึ่งที่ผ่านมาก็พยายามจะเข้าไปดูแล โดยเฉพาะพวกที่หนีบกระจกหน้าต่างประตู ซึ่งโดยทั่วไปแล้วยึดติดด้วยซิลิโคน ทำให้มีโอกาสจะตกแตกเวลาเกิดเหตุแผ่นดินไหวได้มาก แม้จะสั่นไหวเพียงแค่ 2-3 ริกเตอร์ก็ตาม

    “ในส่วนของตึกเก่าๆ เราคงต้องใช้ข้อบังคับอื่นๆ อย่างเรื่องหน้าต่างประตูแทน ถือเป็นการบรรเทาในเรื่องของความปลอดภัยไปก่อน เพราะคงไม่สามารถใช้บังคับย้อนหลังได้ ถือเป็นเรื่องที่เราหนักใจเหมือนกัน ยิ่งบางตึกสร้างก่อนปี 2522 ซึ่งตอนนั้นยังไม่มีการควบคุมอะไรทั้งสิ้น และก็มีหลายตึกที่เอาตรงนี้มาอ้าง บางทีก็มีการเอื้อประโยชน์กัน พอเราเข้าไปตรวจสอบก็เตี๊ยมกันมาบ้าง เราก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่มีหลักฐาน”

    รศ.ดร.เป็นหนึ่ง วานิชชัย เป็นผู้หนึ่งที่มีความรู้เกี่ยวกับการออกแบบอาคารที่สามารถลดทอนความร้ายแรงของแผ่นดินไหว บอกว่า ถึงแม้จะมีกฎกระทรวงที่พูดถึงการสร้างอาคารที่สามารถรับแรงแผ่นดินไหวแล้วก็ตาม แต่ในความเป็นจริง ยังมีการกระทำที่แสดงให้เห็นถึงความไม่ใส่ใจในประเด็นนี้อยู่มาก ทั้งอาคารที่อยู่ภายใต้ข้อบังคับ และอาคารเล็กๆ ที่นอกเหนือจากข้อบังคับ

    “ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่ว่า เมืองไทยยังไม่ให้ความสำคัญ แม้จะมีกฎกระทรวงออกมาภายใต้ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร โดยที่อาคารสูง 15 เมตรขึ้นไปและอาคารสาธารณะจะต้องปฏิบัติตาม แต่อาคารส่วนมากที่มีอยู่มักจะมีความสูงไม่เกิน 15 เมตร และอาคารเล็กๆ ที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมเหล่านี้ ก็ไม่ได้มีการออกแบบมาเพื่อรองรับเหตุการณ์แผ่นดินไหวเลย และมันก็ถูกสร้างมาโดยไม่มีการวางแผน

    “ช่องโหว่ด้านกฎหมายของบ้านเราจะต้องมีการทบทวนกันอีกครั้ง เพราะถึงแม้จะมีการกำหนดแล้วก็อาจจะมีบางที่ที่ไม่ทำตาม ซึ่งเกิดจากระบบการบังคับใช้กฎหมายยังไม่มีประสิทธิภาพ ในกระบวนการออกแบบก่อสร้างของบ้านเรา ต้องมีสถาปนิกและวิศวกรเซ็นรับรองมาตรฐานในการออกแบบ แต่แบบเหล่านี้จะไม่มีการตรวจ แต่จะเก็บไว้เพื่อเป็นหลักฐานความรับผิดชอบของวิศวกรและสถาปนิก ถ้าเกิดมีเรื่องราวขึ้นมาก็ค่อยมาตรวจกัน ดังนั้น ถ้าออกแบบผิดก็ไม่มีใครรู้ ตราบใดที่ยังไม่เกิดเรื่อง กลายเป็นว่าคนที่ทำผิดได้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากขึ้น และคนที่ทำถูกต้องกลับเป็นฝ่ายเสียประโยชน์”

    เทคโนโลยีและการป้องกัน

    ถามว่าเทคโนโลยีตอนนี้เพียงพอที่จะรับมือแผ่นดินไหวได้หรือไม่ รศ.ดร.เป็นหนึ่ง บอกว่า ได้ เนื่องจากในปัจจุบันมันมีเทคโนโลยีที่ใช้ในการออกแบบ เพื่อให้อาคารรับมือกับแผ่นดินไหวได้ดีขึ้น ทั้งวัสดุที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็นคอนกรีตหรือเหล็กเส้นปกติ โดยไปใส่ใจที่การออกแบบรูปทรงโครงสร้างและเทคนิคในการก่อสร้าง

    อีกแบบเป็นการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น BRB (Buckling-Restrained Braced) หรือการออกแบบอาคารให้มีความยืดหยุ่น ตัวอย่างเช่น อาคารที่สร้างมาจากคอนกรีตสำเร็จรูปที่สามารถมีความยืดหยุ่นบริเวณจุดเชื่อมต่อ หรือจะเป็นการทำ Isolate ฐานราก โดยการใส่ยางลงไป เพื่อที่เวลาแผ่นดินเกิดการสั่นสะเทือน อาคารจะไม่ได้รับความกระทบกระเทือนมาก ซึ่งการทำระบบป้องกันจะทำให้ราคาก่อสร้างสูงขึ้น ประมาณ 20–30 เปอร์เซ็นต์

    “สำหรับเทคนิควิธีการที่ใหม่ๆ อย่าง BRB นั้น ในต่างประเทศมีการใช้อย่างแพร่หลาย ในญี่ปุ่นก็ใช้กันมากว่า 20 ปีแล้ว แต่ในบ้านเรายังอยู่ในห้องแล็บตามมหาวิทยาลัยอยู่”

    นอกจากเรื่องของเทคโนโลยีแล้ว ความรู้ด้านการป้องกันตนเองจากภัยพิบัติก็เป็นสิ่งสำคัญ จากการศึกษาของสุระชัยพบว่า ไม่ค่อยมีสื่อที่คอยกระตุ้นเตือนถึงวิธีหลบภัยที่ถูกต้อง ทั้งที่คนที่อยู่ในอาคารสูง 11 เขตทั่ว กทม. ร้อยละ 80 รู้ตัวว่ามีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหว แต่กลับพบว่าเมื่อเกิดแผ่นดินไหว สิ่งที่คนเหล่านี้จะทำมากที่สุดคือ วิ่ง

    “แล้วพอคุณวิ่ง คุณจะตายจากการวิ่ง” ซึ่งสุระชัยอธิบายเพิ่มเติมจุดอันตรายตรงนี้อีกว่า

    “เราพบอย่างหนึ่งว่า มันมีสิ่งหนึ่งที่กระตุ้นให้ประชาชนไปเผชิญกับอันตรายเวลาเกิดแผ่นดินไหวก็คือ ป้ายหนีไฟ เวลาไปห้างสรรพสินค้าจะเห็นป้ายหนีไฟสีเขียวๆ คนก็รู้สึกว่าสีเขียวมันเป็นการสื่อสารภายในตัวว่า เป็นที่ปลอดภัย หลบได้ เมื่อเกิดแผ่นดินไหว คนก็จะรู้สึกว่าแผ่นดินไหวคือภัยชนิดหนึ่งในอาคาร ดังนั้น เขาจะต้องไปยังที่ที่ปลอดภัยคือ ป้ายสีเขียว ก็จะวิ่งไป ซึ่งนั่นคือสิ่งที่ต้องห้ามอย่างยิ่งในการหลบภัยแผ่นดินไหว เพราะจะทำให้คุณถูกสิ่งของหล่นทับ ระหว่างวิ่งไปบันไดหัก อาคารโคลง สาเหตุการตายส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะเราไม่รู้จักวิธีการหลบภัย”

    นี่แหละชีวิตเสี่ยงๆ บนที่สูงแบบไทยๆ เอาเป็นว่าคำแนะนำที่มีตอนนี้คือ ตรวจสอบดูว่าอาคารที่คุณอยู่สร้างเมื่อไหร่ มีโครงสร้างรองรับการเกิดแผ่นดินไหวหรือไม่ ถ้าไม่มี ก็จำเป็นต้องมองหาวิธีผ่อนหนักเป็นเบา และเริ่มเรียนรู้วิธีหลบภัยจากแผ่นดินไหว

    ..........

    ปูมแผ่นดินไหวในไทย

    ถึงแม้ว่าเหตุการณ์แผ่นดินไหว จะเป็นสิ่งที่ไกลตัวในความรู้สึกของคนไทย แต่ในความเป็นจริงแล้ว ในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยนั้น ต้องพบกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวมาหลายต่อหลายครั้งไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปี พ.ศ.1558 ที่โยนกนคร จนแผ่นดินยุบลงไปกลายเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ หรือจะเป็นในปี พ.ศ.2088 ที่เชียงใหม่ ซึ่งแผ่นดินไหวในครั้งนั้น ทำให้ยอดของเจดีย์หลวงพังทลายลงมา

    และหลังจากที่มีการผลิตเครื่องตรวจวัดความแรงแผ่นดินไหวตั้งแต่ปี พ.ศ.2455 ก็ได้มีการบันทึกว่า แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศไทยเกิดขึ้นที่ จังหวัดน่าน มีขนาดความรุนแรง 6.5 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ.2478 แต่โชคดีที่ศูนย์กลางแผ่นดินไหวอยู่ในป่าเขา จึงไม่มีการบันทึกความเสียหายเอาไว้

    หลังจากนั้น ตั้งแต่ปี 2518 จนถึงปี 2549 ก็มีการบันทึกว่า เกิดแผ่นดินไหวในประเทศไทย ทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่กว่า 80 ครั้ง โดยมี 8 ครั้ง ที่มีความรุนแรงมากกว่า 5 ริกเตอร์ (ที่ชิลีครั้งล่าสุดมีความรุนแรง 8.8 ริกเตอร์) และในแต่ละครั้งนั้นมักจะเกิดที่กลุ่มจังหวัดภาคเหนือและกาญจนบุรีเป็นส่วนมาก โดยมีรายละเอียดดังนี้

    -วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2518 เกิดแผ่นดินไหวที่ อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก ความรุนแรง 5.6 ริกเตอร์

    -วันที่ 15 เมษายน 2526 ที่ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ความรุนแรง 5.5 ริกเตอร์

    -วันที่ 22 เมษายน 2526 ที่ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ความรุนแรง 5.9 ริกเตอร์

    -วันที่ 11 กันยายน 2537 ที่ อำเภอพาน จังหวัดเชียงราย ความรุนแรง 5.1 ริกเตอร์

    -วันที่ 9 ธันวาคม 2538 ที่ อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่ ความรุนแรง 5.0 ริกเตอร์

    -วันที่ 21 ธันวาคม 2538 ที่ อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ ความรุนแรง 5.2 ริกเตอร์

    -วันที่ 13 ธันวาคม 2549 ที่ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ความรุนแรง 5.1 ริกเตอร์

    จากสถิติทั้งหมดจะเห็นได้ว่า แท้แล้วประเทศไทยก็เสี่ยงกับแผ่นดินไหวไม่น้อยหน้าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคเลย

    (ข้อมูลอ้างอิงจากกรมทรัพยากรธรณี http://www.dmr.go.th)

    คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น








    วันอังคารที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2553

    ผังเมือง - ผังโรงงาน มาบตาพุด ระยะที่คนนอกพื้นที่...ไม่รู้สึกหวั่นไหว!



    อันตรายของชุมชน ที่ไม่ได้เฉพาะปัญหามลพิษ และภัยด้านสุขภาพ แต่เป็นเรื่องการเสี่ยงภัยของชีวิตและทรัพย์สิน - ถ้ามีเหตุไม่พึงประสงค์อันอาจเกิดขึ้นได้ เพราะความมักง่ายเห็นแก่ตัวของภาคอุตสาหกรรม


    ตามไปดูเรื่องผังเมืองมาบตาพุด ทั้งเก่าและใหม่

    เร่งรัฐคุมผังเมือง‘มาบตาพุด’ปล่อยโรงงานรุกพื้นที่ชุมชน (ข่าวเก่า - ด้านสุขภาพ ปี2549)

    พื้นที่ 25 ชุมชน โอบล้อมนิคมอุตฯห่างเพียง 1 -2 กิโลเมตร (แก้) เพราะโรงงานรุกเข้าเขตชุมชนมากขึ้น เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ผังเมืองไม่สามารถควบคุมเขตโรงงานได้ จึงเป็นที่มาของปัญหามลพิษ โครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ถือว่าได้เป็นโครงการที่มีการวางแผนเป็นระบบและรัดกุมมากที่สุด โดยมีการจัดการศึกษาพื้นที่ การวางแผนผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้งการจัดวางโซนนิ่งพื้นที่อย่างชัดเจน แบ่งออกเป็นพื้นที่โรงงานอุตสาหกรรมและพื้นที่เขตกันชนระหว่างโรงงานกับชุมชน แต่เมื่อเวลาผ่านไป แผนที่วางเอาไว้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงเมื่อโรงงานรุกเข้าเขตกันชนและชุมชนรุกประชิดโรงงานฯ หากตรวจสอบสาเหตุของปัญหามลพิษนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ไม่เพียงแค่โรงงานอุตสาหกรรมปล่อยมลพิษเกินมาตรฐาน หากเมื่อทีมข่าวกรุงเทพธุรกิจ ได้ลงสำรวจพื้นที่ชุมชนบริเวณรอบๆ นิคม พร้อมทั้งสำรวจความคิดเห็นของชาวชุมชนในพื้นที่ดังกล่าวพบว่า ปัญหาการควบคุมผังเมืองเป็นอีกปัจจัยที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพมลพิษที่รุนแรง เนื่องจาก พื้นที่ชุมชน 25 ชุมชน โอบล้อมนิคมอุตสาหกรรมในระยะห่างที่ไม่ไกลนัก บางชุมชนห่างจากนิคมอุตสาหกรรมเพียง 3-5 กิโลเมตรเท่านั้น ดังนั้นประเด็นที่ต้องตั้งคำถามคือ การโซนนิ่งพื้นที่บริเวณรอบๆ นิคม ไม่ประสบความสำเร็จ เจ้าหน้าที่ผังเมือง ไม่สามารถควบคุมผังเมืองได้ โดยปล่อยให้โรงงานรุกเข้าในเขตชุมชนได้ และให้ชุมชนเข้ามาตั้งที่อยู่อาศัยใกล้เขตนิคมอุตสาหกรรมจนเกินไป

    น.พ.วิวัฒน์ วิริยกิจจา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดระยอง กล่าวถึงปัญหามลพิษจังหวัดระยอง ว่า หากนำเอาข้อมูลการวางแผน เพื่อก่อสร้างโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดมากางดูจะพบว่ามีการวางแผนเอาไว้ดีมาก หากสามารถปฏิบัติได้ตามที่วางแผนเอาไว้ จังหวัดระยองจะเป็นพื้นที่ดีที่สุด เพราะทั้งหมดจะมีการจัดการพื้นที่อย่างชัดเจน ภายในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดเองก็จัดแบ่งพื้นที่กันชน ระหว่างโรงงานอุตสาหกรรมกับชุมชนชาวบ้านเอาไว้ มีระยะทางที่ไกลพอที่จะไม่ก่อปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ แต่เมื่อเวลาผ่านไป แผนที่จัดตั้งเอาไว้ กลับไม่ได้ทำตามนั้นเลย "ทุกคนไม่เคารพแผนที่วางเอาไว้ ไม่ปฏิบัติตามแผนเดิมวางเอาไว้ว่า พื้นที่บริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จะต้องเป็นพื้นที่ปลอดคน ไม่มีการตั้งที่อยู่อาศัย โรงงานอุตสาหกรรมเองก็ต้องไม่รุกเข้ามาในเขตกันชน แต่ไม่มีใครเคารพแผน ชาวบ้านรุกเข้าไปตั้งบ้านเรือนอาศัย โรงงานรุกตั้งโรงงาน ทำให้ปัญหาเกิดขึ้น"

    น.พ.วิวัฒน์ กล่าวย้ำอีกว่า แผนการในสร้างอีสเทิร์นซีบอร์ด มีแต่ไม่มีใครจัดตามแผนโรงงานอุตสาหกรรมกระจายออกไปโดยที่ผังเมืองไม่สามารถคุมเอาไว้ได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวไม่รู้ว่าจะโทษใคร เพราะเดิมพื้นที่บริเวณนิคมมาบตาพุดมีชาวบ้านอาศัยอยู่น้อยมาก แต่เมื่อมีโรงงานก็มีการตั้งบ้านเรือน ตั้งตลาดขึ้นมาติดกับโรงงาน จะโทษใครก็ไม่ได้

    น.พ.วิวัฒน์ บอกอีกว่า ต้องให้ความยุติธรรมกับทุกฝ่าย เพราะหากจะว่าไปแล้ว นิคมอุตสาหกรรมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นปัญหาทุกอย่างจะไม่เกิดขึ้นเลย จังหวัดระยองก็จะเป็นเมืองที่ดีมากหากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้ตั้งแต่ต้น แต่ทุกคนเห็นประโยชน์ของตัวเองมาก่อน ทำให้ตอนนี้กลายเป็นโรงงานล้อมชุมชนอยู่

    ขณะที่ นางสาว เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ได้จัดวิจัยการประเมินผลกระทบทางสุขภาพจากการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยการสนับสนุนของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เรื่องการเปลี่ยนแปลงผังเมืองนิคมมาบตาพุดพบเช่นกันว่า จากการสำรวจความเห็นของชาวบ้าน ระบุว่า ปัญหาผังเมืองที่เปลี่ยนไปตลอดเวลาและไม่สามารถควบคุมได้

    เมื่อสอบถามเจ้าอาวาสวัดมาบชลูด ก็เห็นว่าเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มลพิษจากโรงงานมากระทบกับชาวบ้านโดยตรงและรุนแรง โดยเฉพาะในเรื่องของเขตกันชน เช่นกรณีโรงกลั่นน้ำมันเออาร์ซีโรงเหนือ ซึ่งเกิดการกว้านซื้อที่ดินของนายทุนและนักการเมืองในพื้นที่เขตกันชนระหว่างนิคมอุตสาหกรรมกับชุมชนเพื่อสร้างโรงงาน แล้วจึงผนวกเข้ากับพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดในภายหลัง แล้วมาขอเปลี่ยนผังเมืองจากสีเขียวเป็นสีม่วงทำให้ปัญหาเกิดขึ้น

    เพ็ญโฉมบอกว่า กรณีการก่อสร้างศูนย์กำจัดกากอุตสาหกรรมของบริษัทเจนโก้ เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ชัดเจนถึงปัญหาความไม่แน่นอนของผังเมืองในพื้นที่ เพราะเมื่อชาวบ้านที่อำเภอปลวกแดงคัดค้านไม่ให้ทางเจนโก้ก่อสร้างหลุมฝังกลบขยะพิษที่นั่น สุดท้ายรัฐบาลก็แก้ปัญหาอย่างง่ายๆ บริษัทเจนโก้ย้ายที่ตั้งศูนย์กำจัดกากเข้ามาตั้งในพื้นที่ของนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดที่มีอยู่ประมาณ 60 ไร่

    "พื้นที่ก่อสร้างเจนโก้ เป็นพื้นที่ที่เตรียมไว้เพื่อการสันทนาการของชุมชน และอยู่ใกล้ชุมชนมาบชลูดและโรงพยาบาลมาบตาพุด โดยเฉพาะตัวโรงพยาบาลที่อยู่ห่างกันไม่ถึง 100 เมตรดี ทำให้ชาวบ้านที่มาบชลูดและผู้มาใช้บริการที่โรงพยาบาลเดือดร้อนจากปัญหากลิ่นเหม็น ชาวบ้านเล่าว่าไม่มีใครคิดว่าจู่ๆ จะมีหลุมฝังกลบขยะพิษลูกใหญ่เท่าภูเขามาอยู่ใกล้บ้านทั้งที่พื้นที่นี้กำหนดไว้เป็นพื้นที่สีเขียว ทางราชการก็มีแผนการสร้างโรงพยาบาลกำหนดไว้ก่อนล่วงหน้าหลายปี"

    ชาวบ้านชุมชนมาบชลูดรายหนึ่งบอกว่า การขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมออกมาเรื่อยๆ ทำให้ชาวบ้านไม่มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัย แต่ก็ไม่อาจจะไปอยู่ที่อื่นได้ เนื่องจากยากจนไม่มีเงินไปซื้อที่ดินที่อื่น จึงจำต้องทนอยู่ หรือบ้างก็รอขายที่ดินก่อน อีกทั้งชาวบ้านไม่มีความรู้เรื่องผังเมือง ว่าผังเมืองสีอะไร หมายถึงอะไร ไม่รู้ว่าที่ไหนจะเปลี่ยนเป็นอะไรต่อไป ชาวบ้านจะขัดแย้งกับราชการก็ไม่ได้ เพราะเขามักจะอ้างว่าการลงทุนของที่นี่สูงมาก

    นอกจากนี้ เจ้าอาวาสวัดมาบชลูดแสดงความเห็นว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ก็คือรัฐไม่มีการวางแผนการขยายเมืองที่ดี มีการทำลายผังการใช้ที่ดิน เขตกันชนหายไป และที่สำคัญที่สุดคือความไม่แน่นอนของนโยบายรัฐ โดยไม่มีการควบคุมผังเมือง นิคมอุตสาหกรรมขยายตัวใหญ่ขึ้น ชุมชนและที่อยู่อาศัยก็ขยายตัวเช่นกัน เมื่อก่อนทั้งชุมชนและนิคมอุตสาหกรรมไม่ได้ใหญ่เท่าทุกวันนี้ ปัจจุบันกลายเป็นว่าทั้งชุมชนและอุตสาหกรรมอยู่ในที่เดียวกัน จึงเกิดผลกระทบขึ้น โดยเฉพาะเรื่องกลิ่นเหม็นและส่งผลต่อปัญหาสุขภาพตามมาด้วย

    เพ็ญโฉม บอกว่า การขยายตัวของโครงการต่างๆ ควรมีขีดจำกัด ควรต้องมีกฎหมายเขียนไว้ชัดเจนลงไปและมีกติกาที่แน่นอน การขยายตัวของโครงการอีสเทิร์นซีบอร์ดทุกระยะเกิดขึ้นอย่างไม่มีขอบเขตเลย แผนการถมทะเลที่สร้างปัญหามากก็เกิดขึ้นจากการวางแผนผังไม่ดี พอมีปัญหาที่ดินแพงก็ใช้วิธีการเพิ่มพื้นที่ด้วยการถมทะเล มีการดูดทรายตามมา ซึ่งไปทำให้กระแสน้ำเปลี่ยน ไปสร้างปัญหาต่อระบบนิเวศน์และปัญหาอื่นๆ ตามมาเป็นลูกโซ่ ชายทะเลของระยองเสียหายหมด ถนนขาด ท่อประปาขาด กลุ่มชาวประมงก็ได้รับความเดือดร้อน จับปลาไม่ได้ ไม่มีที่จอดเรือเพราะไม่มีหน้าหาดเหลือให้ใช้

    แหล่งข่าวจากสำนักงานโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดระยอง กล่าวว่า ปัจจุบันจังหวัดระยองมีการวางผังเมือง โดยประกาศเป็นกฎกระทรวงแล้วทั้งสิ้น 5 ฉบับ ได้แก่ ผังเมืองรวมเมืองระยอง ผังเมืองรวมชุมชนบ้านเพ ผังเมืองรวมเมืองแกลง ผังเมืองรวมชุมชนตะพง และผังเมืองรวมบริเวณอุตสาหกรรมหลักและชุมชน

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นคือการดำเนินการไม่เป็นไปตามผังเมืองที่วางไว้ โดยมีการขอปรับแก้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขอแก้ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัย รวมทั้งที่ประเภทชนบทและเกษตรกรรม ให้เปลี่ยนเป็นที่ดินประเภทอุตสาหกรรมและคลังสินค้า

    "ผู้ประกอบการจำนวนหนึ่งไม่ก่อตั้งกิจการ ในบริเวณที่วางไว้ให้เป็นที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรมและคลังสินค้า หรือพื้นที่สีม่วง เนื่องจากเป็นที่ดินมีราคาสูง จึงมักเข้าไปกว้านซื้อที่ดินเพื่อการอยู่อาศัย หรือที่ดินเกษตรกรรม ซึ่งมีราคาถูกกว่า แล้วค่อยมาขอเปลี่ยนประเภทการใช้ที่ดิน" อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเพื่อขอแก้ไขประเภทการใช้ประโยชน์ที่ดิน แม้จะมีกฎหมายกำหนดขั้นตอนการดำเนินการชัดเจน แต่ที่ผ่านมา ปรากฏว่า การแก้ไขกลับเป็นไปตามความต้องการของนักการเมือง และการคำนึงถึงปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ผู้ที่เข้ามีส่วนในกระบวนการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดิน ไม่ใช่ตัวแทนที่แท้จริง บางครั้งมีผลประโยชน์แอบแฝง ขณะที่เสียงของประชาชนทั่วไปไม่ได้รับความสนใจ และส่งผลให้เกิดปัญหาผลกระทบจากมลพิษและสิ่งแวดล้อมติดตามมา "ระยองเป็นกรณีตัวอย่างของการวางผังเมืองที่ซับซ้อน มีผลประโยชน์สูง ในระหว่างกฎกระทรวงบังคับใช้ กลับมีการขอแก้ไขอย่างต่อเนื่อง สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากนโยบายภาครัฐไม่แน่นอน เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และนักการเมืองเข้ามีบทบาทผลักดัน ทำให้เกิดการลงทุนที่ไม่เหมาะสม เกิดพื้นที่สีม่วงในที่ซึ่งไม่น่าจะเกิด การขยายตัวของอุตสาหกรรมมาบตาพุด ที่ไม่สามารถควบคุมได้ ส่งผลให้ จ.ระยอง ประสบปัญหามลพิษเพิ่มมากขึ้นดังนั้นจึงถึงเวลาที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมกันควบคุมผังเมืองจัดโซนนิ่ง และหยุดการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมที่จะเกิดขึ้นใหม่

    เร่งรัฐคุมผังเมือง‘มาบตาพุด’ปล่อยโรงงานรุกพื้นที่ชุมชน. (2549). วันที่ค้นข้อมูล 29 มกราคม

    2549, เข้าถึงได้จาก http://www.bangkokbiznews.com

    ก๊าซระเบิด เพราะเปิดไฟฉาย ระหว่างทำงานทดสอบระบบ


    ก๊าซรั่ว-ระเบิด ระหว่างทดสอบระบบ เป็นเรื่องปกติ

    ความจริงแล้ว ระหว่างการทดสอบระบบของโรงงานนั้น จะสร้างปัญหากับภาวะแวดล้อมและเป็นอันตรายด้านสุขภาพ รุนแรงกว่าช่วงที่โรงงานเดินเครื่องจักรหรือเปิดดำเนินการแล้ว ซึ่งมีตัวอย่างจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดและเกิดไปแล้ว เช่น

    • โรงไฟฟ้าจากก๊าซ ในอเมริกา ระเบิด ระหว่างทดสอบระบบ
    • วิศวกร-ช่างเทคนิคเสียชีวิตระหว่างการทำงานกลางดึกช่วงงานทดสอบระบบ พบมีก๊าซรั่วและเกิดระเบิดขณะที่เปิดใช้ไฟฉาย เนื่องจากยังไม่ได้ใส่กลิ่นในก๊าซไวไฟดังกล่าว และบริเวณดังกล่าวยังไม่ได้ติดอุปกรณ์แจ้งเตือนก๊าซรั่ว ดังนั้นอุปกรณ์ต่างๆเกี่ยวกับระบบไฟฟ้าที่ใช้ในพื้นที่เฉพาะหรือ Process Area ในโรงงาน จึงต้องเป็นแบบป้องกันการเกิดระเบิด (Explosion Proof) รวมทั้งการใช้โทรศัพท์มือถือด้วย
    • โรงงานผลิต สารฟีนอล ของ ปตท. ก๊าซรั่ว หลายครั้งระหว่างการทดสอบระบบ มีคนงานบาดเจ็บหลายราย แต่ไม่มีข่าวการเสียชีวิตออกทางสื่อ
    • ชาวบ้านหนองแฟบสุดทน!!! ความร้อนจากปล่องไฟ-กลิ่นสารเคมี จากการทดสอบเดินเครื่อง โรงงานของ ปตท. ยังมีปัญหาในวันนี้ และอีกหลายๆวัน - ข้อเท็จจริงที่บอกว่าไม่กระทบ

    --- ตัวอย่างข้อเท็จจริงที่ไม่ใช่ ... แค่รายงานหรือคำร้องขอ ---

    การทดสอบระบบของโรงงาน หรือ TEST RUN (หมายรวม Start Up / Post Commissioning) เป็นการจำลองการเดินเครื่องจักร ซึ่งเป็นขบวนการก่อนเปิดผลิต ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้ในการรั่วไหลของก๊าซ ความไม่สมบูรณ์ในการเผาไหม้ ระบบผิดจังหวะการเข้าออกมากไป-น้อยไป การรั่วของแนวท่อต่างๆ เครื่องเดินผิดปกติ การหนีศูนย์ของเครื่องจักร แนวท่อและวาล์ว ซึ่งระหว่างการเริ่มเปิดใช้ จะเป็นช่วงอันตรายที่สุด ช่วงเวลาหนึ่ง เพราะถ้ามีปัญหาในส่วนสำคัญหรือก๊าซ-สารเคมีอันตรายรั่วไหล หรือติดไฟ ซึ่งการควบคุมจะทำได้ยาก หรือควบคุมไม่ได้ ที่จริงแล้วมีการรั่วหรือระเบิดแบบย่อยๆ เป็นประจำ ระหว่างการทดสอบการเดินเครื่อง แต่ข่าวจะออกมาให้ได้รับรู้กันอย่างไรนั้นเรื่องนี้ คนงานที่ทำงานอยู่จะรู้ดีที่สุด เพราะแค่เปิดไฟฉายก้อทำให้เกิดการระเบิดได้ เนื่องจากยังไม่มีการติดเครื่องตรวจสอบก๊าซรั่วหรือการเติมกลิ่นในก๊าซ และระบบแจ้งเตือนต่างๆยังไม่สมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเร่งรัดงาน ซึ่งโรงไฟฟ้าในอเมริการะเบิด ช่วงกลางดึกของคืนวันอาทิตย์

    ภาพง่ายๆ เรื่องการทดสอบระบบ แบบบ้านๆ คือถ้าบ้านอยู่ติดกับอู่ซ่อมรถ มีทั้งเสียงดัง มีทั้งกลิ่นไอเสีย กลิ่นน้ำมัน กว่าที่รถคันหนึ่งจะซ่อมเสร็จใช้เวลา 2-3 วัน แล้วย่อมไม่ใช่มีรถแค่ 1 คัน

    ดังนั้น การที่จะบอกว่า การทดสอบระบบ ไม่มีปัญหากับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพนั้น จึงไม่เป็นความจริง แถมจะเป็นอันตรายมาก กรณีที่โรงงานมีความเสี่ยงสูงจากการทรุดพัง เพราะเพิ่มโอกาสในการรั่วแบบควบคุมไม่ได้สูงกว่า และถ้าอยู่ในบริเวณคลังก๊าซ-คลังสารเคมีอันตราย ก้อยิ่งเพิ่มความเสี่ยงขึ้นอีกหลายเท่าทวีคูณ

    * ความจริงตรงนี้ - ภาคโรงงาน ต้องชี้แจงให้ชัดเจน ว่าจะไม่สร้างผลกระทบ *


    ระบบของโรงงาน ส่วนใหญ่เป็นระบบเปิด บางที่ทำเป็นระบบปิด แต่มีความจำเป็นที่จะต้องมีระบบระบายอากาศที่ดี รวมทั้ง ระบบตรวจเช็คก๊าซหรือสารเคมีรั่วไหลด้วย การทดสอบระบบ คือการดำเนินการเพื่อให้เกิดความพร้อมในการดำเนินการผลิตของโรงงาน ซึ่งต้องมีการบรรจุวัตถุดิบต่างๆ เข้าถังเก็บ รวมทั้งมีการทดสอบส่วนรองรับของเสียหรือกากอุตสาหกรรมด้วย รวมทั้งระบบบำบัดต่างๆ เมื่อการทดสอบแล้วเสร็จ โรงงานจะอยู่ในลักษณะพร้อมผลิต ซึ่งภาคโรงงานประมาณว่า "เรื่องทางเอกสารต่างๆ ของ HIA จะแล้วเสร็จพอดี และจริงหรือ!!! ที่รอแค่งานเอกสาร "




    วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

    แจกฟรี! ลูกบอลดับเพลิง - ในชุมชนมาบตาพุด

    ลูกบอลดับเพลิง รัศมีทำการ ประมาณ 2 เมตรครึ่ง

    ลูกบอลดับเพลิง (elide fire) EXTINGUISHING BALL

    มีประสิทธิภาพ ทำงานเร็ว ปลอดภัยเสมือนมียามเฝ้าระวังเพลิง 24 ชั่วโมง

    ประสิทธิภาพการใช้งานของลูกบอลดับเพลิง
    - ใช้งานง่าย น้ำหนัก 1.3 กิโลกรัม ควบคุมรัศมี 2.59 เมตร
    - เห็นผลรวดเร็วเพียง 3-10 วินาที
    - ใช้ดับไฟได้ทุกประเภท (ไม้ กระดาษ เตาแก๊ส ไฟฟ้าลัดวงจรฯ) ,ไม่เป็นมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม
    - ใช้สารแอมโมเนียมฟอสเฟส ไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม มีคุณสมบัติเบาลอยตัวอยู่ในอากาศได้นาน
    - ได้สิทธิบัตรไทย,USA และนานาชาติกว่า 20 ประเทศ
    - รับประกันคุณภาพ 5 ปี,

    ได้รับมาตราฐานคุณภาพและความปลอดภัยโดย กรมวิทยาศาสตร์บริการ กรมตำรวจดับเพลิง National Resource of Canada สหพันธ์หน่วยบริการดับเพลิงรัฐลากอสประเทศไนจีเรีย Product Liability Insurance MSIG Policy รางวัลเหรียญทองเกียรตินิยม สาขาปกป้องมวลมนุษยชาติ และ 2 รางวัลนักประดิษฐ์ยอดเยี่ยม มาตราฐานผลิตภัณฑ์ Fire Safety Product จากประเทศสิงคโปร์

    "ข้อมูลที่สนับสนุนให้จำเป็น ต้องใช้ลูกบอลดับเพลิงคือ" คนปกติโดยทั่วไปมากกว่า 90% ใช้อุปกรณ์ดับเพลิงไม่เป็นและคนที่ประสบเหตุไฟไหม้คน แรกๆ มักจะไม่เคยอบรมมาก่อน จึงไม่มีความรู้ อุปกรณ์ดับเพลิงที่มีน้ำหนักมาก ยกไม่ไหว คนที่ประสบเหตุตกใจ เปิดสลักฝา ถังไม่ได้จึงไม่สามารถที่จะดับเพลิงได้ ถังดับเพลิงที่ขายกันโดยทั่วไป มีหลายขนาดทั้งเล็ก กลาง ใหญ่ ราคาเริ่มต้นตั้งแต่พันกว่าบาทถึงสองพันกว่าบาท อายุการใช้งานประมาณ 1-2 ปี ผู้ใช้ต้องมีค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา โดยปีหนึ่งหากไม่ได้ใช้ ต้องเรียกผู้จำหน่ายมาตรวจสอบสารเคมีในถังว่ายังเต็ม อยู่หรือไม่ โดยจะมีค่าใช้จ่ายปีละ 300-500 บาท แต่ลูกบอลดับเพลิงมีขนาดเดียว อายุการใช้งาน 5 ปี ไม่มีค่าดูแลรักษา 5 ปีติดตั้งไว้อย่างนั้น เกิดเหตุเมื่อไหร่ก็ทำงานทันที รวดเร็ว

    วิธีใช้งานลูกบอลดับเพลิง

    1 ใช้โยนเข้าไปในกองไฟ เมื่อเผชิญกับไฟ ท่านเพียงโยนลูกบอลดับเพลิงเข้ากองเพลิง ลูกบอลจะเข้าไปอยู่ที่ฐานของไฟ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สำคัญที่สุดในการดับไฟ และจะทำงานภายใน 3-10 วินาที
    2 ใช้เฝ้าระวังไฟ คุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมอย่างหนึ่งของลูกบอลดับเพลิงคื อ มันสามารถทำงานด้วยตัวเองได้เมื่อเผชิญกับไฟ แม้ไม่มีคนอยู่ ดังนั้นเมื่อติดตั้งในบริเวณที่มีความเสี่ยงที่จะเกิ ดไฟไหม้สูง มันจะช่วยเฝ้าระวังการเกิดไฟไหม้ได้




    เหตุโรงก๊าซ ในจีน ระเบิด หลายครั้ง ครั้งล่าสุด เมื่อ 7 ม.ค. 53
    เหตุโรงฟฟ้าจากก๊าซ ในอเมริการระเบิด เมื่อ 7 ก.พ. 53



    สถานการณ์ BLEVE ที่นักผจญเพลิง ไม่กล้าเสี่ยงเข้าไประงับเหตุ

    Boiling Liquid Expanding Vapor Explosions: BLEVE

    BLEVE เกิดเมื่อ vessel ที่เก็บสารไวไฟ (ในรูปของเหลว) ถูกไฟเผา ซึ่งจะทำให้ของเหลวภายใน vessel มีอุณหภูมิสูงขึ้น และทำให้เกิดการระเหยตัวของของเหลวมากขึ้นทุกทีต่อเนื่องไปเรื่อยๆตามช่วงเวลาของการถูกความร้อน ทำให้ความดันภายในถังสูงขึ้นมาก ถึงแม้ว่า vessel มีการติดตั้งวาวล์ระบายความดันแล้วแต่ก็ไม่เพียงพอหรอกครับ เนื่องจากขนาดของวาวล์ระบายความดันอาจจะได้จากการคำนวณหาขนาดในสภาวะปกติ ดันนั้นเมื่อ vessel อยู่ภายใต้สภาวะถูกไฟไหม้ ขนาดของวาวล์ระบายความดันจึงไม่เพียงพอหรอกครับ ดังนั้นเพื่อนๆอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับการเลือกขนาด วาวล์ระบายความดัน : fire case condition
    ตอนนี้ผมขอกลับมาที่เดิมดีกว่าครับ อย่างที่เราทราบมาแล้วว่ายิ่งอุณหภูมิสูงขึ้นเท่าไรโลหะ vessel จะสุญเสียความแข็งแรงมากขึ้นเท่านั้นครับ มาถึงตอนนี้ความดันภายในถังมากขึ้นจนเหนือกว่าความแข็งแรงของ vessel แล้วจะทำให้เกิดการแตกหักของ vessel แล้วจะเกิด BLEVE โดยที่แรงดันของก๊าซภายในจะทำให้ถังแตกออกเป็นเสี่ยงๆ โดยที่บางส่วนของถังจะถูกแรงดันอัดให้ลอยไปไกลได้ และเกิดการฟุ้งกระจายของไอหรือก๊าซที่อยู่ภายในถังเก็บนี้

    กรณีนี้เจ้าหน้าที่ดับเพลิงและไทยมุงอันตรายมากนะครับ เพราะบางทีไม่รู้ BLEVE เคยมีตัวอย่างที่ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงที่ต่างประเทศตายนับสิบขณะดับเพลิงอยู่ ก็เพราะไม่ทราบปรากฏการณ์นี้แหละครับ เราเองก็อย่าไปมุงนะครับ อาจจะตายได้นะ *** ลูกบอลที่เค้าแจกให้ ก้อไม่ต้องเอาไปช่วยเค้านะจะบอกให้

    เหตุคลังก๊าซในเม็กซิโกระเบิด เมื่อ ปี 1984 มีก๊าซอยู่ 11,000 ม3