วันอังคารที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2553

โรงแยกก๊าซใหม่ ของ ปตท. ความมั่นคงทางพลังงาน บนความเสี่ยง

กลุ่มพิทักษ์อากาศสดชื่น ยื่นหนังสือ กับนายกอภิสิทธิ์

รูปนี้ เคยแจ้งให้ นายกอภิสิทธ์ รับรู้ มาตั้งแต่ 16 มกราคม 2553
แจ้งให้ อดีต นายก อานันท์ ปันยารชุน มาตั้งแต่ 2 เมษายน 2553
แจ้งไปยัง วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย
แจ้งไปยัง ผู้ว่าราชการจังหวัด ระยอง
แจ้ง ไปยัง นายสาธิต ปิตุเตชะ สส ระยอง
แจ้งไปยัง ศาลปกครอง ให้เร่งรัดไต่สวน ฉุกเฉิน เมื่อ 27 พฤษภาคม 2553
ศาลปกครอง ยกคำร้องขอให้ไต่สวนฉุกเฉิน มองไม่เห็นความเสี่ยง
แล้วภาพนี้ ควรจะแจ้งใครต่อ ...


โรงแยกก๊าซ ปตท. ความมั่นคงทางพลังงาน บนความเสี่ยง 1/4



กรณีศึกษาเรื่องการทรุดตัวของฐานรากตื้น ใน 3 โครงการ ของ ปตท. มาบตาพุด ระยอง

Shallow Foundation Settlement Case Study, PTT Maptaphut Rayong

วันศุกร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2553

นายกอภิสิทธิ์ / สิ่งแวดล้อม และระเบิดที่รอเวลา - วันสิ่งแวดล้อมโลก

ในช่วงเวลา 4-5 ปี มีปัญหาการเมืองเรื่องอดีตนายกทักษิณ ภาคอุตสาหกรรมในมาบตาพุด หมกเม็ดก่อสร้างโดยปราศจากความมั่นคงแข็งแรง เพราะโรงงานจะเสร็จช้าไปอีก 6-8 เดือน จึงละเลยที่ไม่ตอกเสาเข็ม หอต้มหอกลั่นหอความดัน สูงมากกว่าตึก 10 ชั้น ทั้งๆที่ควรจะทำให้แข็งแรงเป็นพิเศษ เพราะโรงงานเกิดระเบิดได้ การระเบิดอาจลุกลามไปยังคลังก๊าซคลังสารเคมีที่มีจำนวนมาก ประมาณว่ามีรถก๊าซจอดรวมกันอยู่ 4,500 คัน ถ้ามีรถคันหนึ่งคว่ำ อยู่ใกล้ๆ กัน มันจะน่าสยดสยองขนาดไหน คนในที่อื่นๆ คงไม่รู้สึกเหมือนคนแถวมาบตาพุด เพราะมันอยู่ห่างจากตลาดแค่ 1-2 กิโลเมตร เท่านั้นเอง

ขณะนี้เป็นช่วงของฤดูฝน การที่ฝนตกติดต่อกันหลายวัน จะทำให้ดินชุ่มไปด้วยน้ำและลดการรับแรง รับน้ำหนักต่างๆ ประกอบกับการมีพายุลมแรง อาจจะทำให้เกิดการล้มพังของโครงสร้างที่ไม่ได้ตอกเสาเข็มได้ เช่นดังต้นไม้ใหญ่แม้มีรากหยั่งลึกเสมือนเสาเข็มที่ยึดโยงแล้วนั้น ยังล้มยกทั้งรากทั้งดินขึ้นมาเพราะเจอพายุฝนลมแรง ดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป ซึ่งทำให้เกิดความวิตกกังวลขวัญแขวนในส่วนผู้ที่ได้รับรู้ข้อมูลเรื่องนี้แล้วจำนวนมาก ช่วงมีฝนตกหนักและมีพายุลมแรง

- เรื่องราวนี้ ส่งกับมือ นายกรัฐมนตรี เมื่อ 16 ม.ค. 53 ส่งทางอีเมล์ ถึง รมต. 2 ท่าน และท่านเลขา ปณิธาน พักเรื่องม๊อบทักษิณ จบเรื่องรัฐบาลตกแตก รอฝนตกลงมา อีก 1-2 เดือน คงมีเรื่องใหญ่ๆ ให้ตามเยียวยาอีกแน่ๆ ที่มาบตาพุด (รู้ว่าไฟจะไหม้จะมีการเผา รู้ล่วงหน้าเป็นเดือน แล้วทำไม มันจึงวอดวายทั้งกลางกรุงและศาลากลางต่างจังหวัด)

ภาพอธิบายซ้ำ ว่าดินรับน้ำหนักได้ 30 ตัน/ม2 คืออะไร

คลิ๊กขวาที่รูป-เปิดในหน้าต่างใหม่ เพื่อดูรูปขนาดใหญ่









โครงสร้างพิเศษสำคัญทั้งหมดที่เห็น ... ไม่ได้ตอกเสาเข็ม !!!
มันเคยทรุดพัง เคยระเบิด แม้ว่าจะลงทุนสูงเพียงใด

วันพุธที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2553

ปลาอานนท์ กับ โลกที่ผ่านมา เกือบหนึ่งอสงไขย์ (200 ล้านปี)



อันโบราณกาลละครั้งนั้น เล่าขานกันว่า "ปลาอานน" หรือ "ปลาอานนท์" นี่เป็นปลาที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยสร้างโลกใหม่ๆ เป็นปลาที่มีภาระหนักมาก เพราะจะต้อง "แบกน้ำหนักของโลกไว้"

ปลาอานน มีร่างกายใหญ่โตโอฬารมากมายเหลือคณา เล่ากันว่าหากวัดความยาวของปลาอานนท์ นี้นับได้เป็นพันๆ โยชน์เชียวหล่ะท่าน

ปลาอานน นิ่งสงบ และแบกโลกไว้ แต่อยู่มาก็อาจจะเกิดความเมื่อยขบ ก็เลยพลิกตัวบ้าง เพื่อเป็นการเปลี่ยนอิริยาบท ที่ได้แบกโลกไว้ ก็เลยทำให้เกิดแผ่นดินไหว ภัยพิบัติเหนือผิวโลก ลมฟ้าแปรปรวน .....

นี่แหล่ะคือสาเหตุที่ทำให้เกิดแผ่นดินไหว เขาว่ามาอย่างนั้น !!!
ปลาหิมพานต์ มีปลาใหญ่ 7 ตัว ชื่อตามลำดับไหล่ ติรณะ ติมิงคละ ตรปิงคละ อานนท์ นิรยะ อัชฌนาโรหะ และ มหาติมิ ปลาอานนท์ ชื่อลำดับที่ 4 ตัวใหญ่ๆ หนุนชมพูทวีป เวลาแผ่นดินไหว ผู้ใหญ่เคยเล่าว่าปลาอานนท์กระดิกตัว7 ปลาผู้ยิ่งใหญ่ ตัวเล็กที่สุด ยาว 75 โยชน์ ตัวใหญ่ ยาวถึง 5 พันโยชน์ เวลากระดิกหาง ทะเลก็จะปั่นป่วนตีฟอง ดังหม้อแกงเดือดไกลไปตั้ง 800 โยชน์ ที่น่าแปลกใจ จินตนาการโบราณ มีปลาใหญ่หนุนโลกอยู่ 7 ตัว วันนี้ วิชาธรณีวิทยาก้าวหน้า พบว่า แผ่นดินที่เราอยู่บนเปลือกโลกต่อกันเป็นทอดๆ 8 แผ่น ลอยอยู่บนก๊าซที่เป็นของเหลว ใกล้เคียงปลาอานนท์หนุนโลกเต็มที

ความอัศจรรย์ไม่เคยมีในมหาสมุทร ๘ ประการ
[๔๔๙] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาครับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ความอัศจรรย์ ไม่เคยมี ในมหาสมุทร ๘ อย่างนี้ ที่พวกอสูรพบเห็น
แล้ว พากันชื่นชมอยู่ในมหาสมุทร ๘ อย่างเป็นไฉน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย มหาสมุทรลุ่มลึกลาดลงไปโดยลำดับ มิใช่ลึกมาแต่
เดิมเลย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่มหาสมุทรลุ่มลึกลาดลงไปโดยลำดับมิใช่ลึกมา
แต่เดิมเลย นี้เป็นความอัศจรรย์ ไม่เคยมี ในมหาสมุทรเป็นข้อที่ ๑ ที่พวก
อสูรพบเห็นแล้ว พากันชื่นชมในมหาสมุทร ฯ
[๔๕๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง มหาสมุทรตั้งอยู่ตามธรรมดาไม่ล้นฝั่ง
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่มหาสมุทรตั้งอยู่ตามธรรมดาไม่ล้นฝั่ง แม้นี้เป็น
เป็นความอัศจรรย์ ไม่เคยมี ในมหาสมุทรเป็นข้อที่ ๒ ที่พวกอสูรพบเห็นแล้ว
พากันชื่นชมในมหาสมุทร ฯ
[๔๕๑] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง มหาสมุทรไม่ร่วมกับซากศพที่ตายแล้ว
ซากศพที่ตายแล้วใดมีอยู่ในมหาสมุทร มหาสมุทรย่อมนำซากศพที่ตายแล้วนั้นไป
สู่ฝั่ง ซัดขึ้นบกโดยพลัน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่มหาสมุทรไม่ร่วมกับซากศพที่ตายแล้ว ซากศพ
ที่ตายแล้วใดมีอยู่ในมหาสมุทร มหาสมุทรย่อมนำซากศพที่ตายแล้วนั้นไปสู่ฝั่ง
ซัดขึ้นบกโดยพลัน แม้นี้ก็เป็นความอัศจรรย์ ไม่เคยมี ในมหาสมุทร เป็นข้อ
ที่ ๓ ที่พวกอสูรพบเห็นแล้ว พากันชื่นชมในมหาสมุทร ฯ
[๔๕๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง แม่น้ำใหญ่บางสาย คือ แม่น้ำคงคา
ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี ไหลถึงมหาสมุทรแล้วย่อมละนามและโคตรเดิมเสีย
ถึงซึ่งอันนับว่ามหาสมุทรทีเดียว
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่แม่น้ำใหญ่บางสาย คือ แม่น้ำคงคา ยมุนา
อจิรวดี สรภู มหี ไหลถึงมหาสมุทรแล้ว ย่อมละนามและโคตรเดิมเสีย ถึง
ซึ่งอันนับว่ามหาสมุทรทีเดียว แม้นี้ก็เป็นความอัศจรรย์ ไม่เคยมีในมหาสมุทรข้อ
ที่ ๔ ที่พวกอสูรพบเห็นแล้วพากันชื่นชมในมหาสมุทร ฯ
[๔๕๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง แม่น้ำบางสายในโลกที่ไหลไป ย่อม
ไปรวมยังมหาสมุทร และสายฝนยังตกลงมาจากอากาศ ความพร่องหรือความเต็ม
ของมหาสมุทรย่อมไม่ปรากฏ เพราะเหตุนั้น
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่แม่น้ำบางสายในโลกที่ไหลไป ย่อมไปรวมยัง
มหาสมุทร และสายฝนยังตกลงมาจากอากาศ ความพร่องหรือความเต็มของ
มหาสมุทร ไม่ปรากฏ เพราะเหตุนั้น แม้นี้ก็เป็นความอัศจรรย์ ไม่เคยมี ใน
มหาสมุทรเป็นข้อที่ ๕ ที่พวกอสูรพบเห็นแล้ว พากันชื่นชมในมหาสมุทร ฯ
[๔๕๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง มหาสมุทรมีรสเค็มรสเดียว ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่มหาสมุทรมีรสเค็มรสเดียว แม้นี้ก็เป็นความอัศจรรย์ ไม่เคย
มีในมหาสมุทรเป็นข้อที่ ๖ ที่พวกอสูรพบเห็นแล้ว พากันชื่นชมในมหาสมุทร ฯ
[๔๕๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง มหาสมุทรมีรัตนะมาก มีรัตนะมิใช่
ชนิดเดียว รัตนะในมหาสมุทรนั้นเหล่านี้ คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์
สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม มรกต
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่มหาสมุทรมีรัตนะมาก มีรัตนะมิใช่ชนิดเดียว
รัตนะในมหาสมุทรนั้นเหล่านี้ คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา
ประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม มรกต แม้นี้ก็เป็นความอัศจรรย์ ไม่เคยมีใน
มหาสมุทร เป็นข้อที่ ๗ ที่พวกอสูรพบเข้าแล้ว พากันชื่นชมในมหาสมุทร ฯ
[๔๕๖] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง มหาสมุทรเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์
ใหญ่ๆ สัตว์ใหญ่ๆ ในมหาสมุทรนั้นเหล่านี้ คือ ปลาติมิ ปลาติมิงคละ ปลา
ติมิติมิงคละ ปลามหาติมิงคละ อสูร นาค คนธรรพ์ อยู่ในมหาสมุทร มี
ลำตัวตั้งร้อยโยชน์ก็มี สองร้อยโยชน์ก็มี สามร้อยโยชน์ก็มี สี่ร้อยโยชน์ก็มี
ห้าร้อยโยชน์ก็มี
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่มหาสมุทรเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ใหญ่ๆ สัตว์
ใหญ่ๆ ในมหาสมุทรนั้นเหล่านี้ คือ ปลาติมิ ปลาติมิงคละ ปลาติมิติมิงคละ
ปลามหาติมิงคละ อสูร นาค คนธรรพ์ อยู่ในมหาสมุทร มีลำตัวตั้งร้อยโยชน์ก็มี
... ห้าร้อยโยชน์ก็มี แม้นี้ก็เป็นความอัศจรรย์ ไม่เคยมีในมหาสมุทร เป็นข้อที่
๘ ที่พวกอสูรพบเห็นแล้ว พากันชื่นชมในมหาสมุทร
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความอัศจรรย์ไม่เคยมีในมหาสมุทร ๘ อย่างนี้แล ที่
พวกอสูรพบเห็นแล้ว พากันชื่นชมอยู่ในมหาสมุทร ฯ

มหานทีสีทันดร
มหานที แปลว่า ห้วงน้ำใหญ่มาก สีทะ แปลว่า ทำให้ทุกๆ สิ่งจมลง อันตระ แปลว่า ระหว่าง รวมความว่ามหานทีสีทันดร แปลว่า มหาสมุทรใหญ่ที่มีน้ำละเอียดไม่มีสิ่งใดลอยอยู่ได้ ล้อมรอบภูเขาสิเนรุไปจรดภูเขาจักรวาล น้ำในมหานทีสีทันดรที่ว่าไม่มีสิ่งใดลอยอยู่ได้นั้นเพราะเป็นน้ำทิพย์ละเอียด แม้แต่แววหางนกยูงที่แสนจะเบาบางเมื่อตกลงไปยังไม่อาจจะลอยอยู่ได้ น้ำในนทีสีทันดรนั้นลึกมาก บริเวณรอบเขาสิเนรุจะลึกที่สุด และลึกน้อยลงเมื่ออยู่ไกลออกไป โบราณว่าแผ่นดินไหวเพราะปลาอานนท์พลิกตัว ปลาอานนท์หรือปลาอานันทะที่ว่านี้เป็นปลาใหญ่อยู่ในมหานทีสีทันดร ซึ่งนอกจากจะมีปลาอานนท์แล้วก็ยังมีปลาใหญ่อื่นๆ อีกรวม ๘ ชนิด คือ
ปลาติมิ ใหญ่ ๒๐๐ โยชน์
ปลาติมิงคละ ใหญ่ ๓๐๐ โยชน์
ปลาติมิติมิงคละ ใหญ่ ๔๐๐ โยชน์
ปลาติมิรมิงคละ ใหญ่ ๕๐๐ โยชน์
ปลาอานันทะ ใหญ่ ๑,๐๐๐ โยชน์
ปลาติมินทะ ใหญ่ ๑,๐๐๐ โยชน์
ปลาอัชฌาโรหะ ใหญ่ ๑,๐๐๐ โยชน์
ปลามหาติมิ ใหญ่ ๑,๐๐๐ โยชน์
ด้วยความที่เป็นปลาตัวใหญ่มากนี่เอง เมื่อปลาติมิรมิงคละกระดิกหูเพียงข้างเดียวก็ทำให้น้ำกระเพื่อมไกลถึง ๕๐๐ โยชน์ หรือเมื่อกระดิกหัวหรือกระดิกหาง น้ำก็จะกระเพื่อมไปไกล ๕๐๐ โยชน์เหมือนกัน ยิ่งถ้าถึงขั้นกระดิกหูพร้อมกันสองข้าง เอาหางฟาดน้ำ หรือส่ายหัวเล่นน้ำ น้ำก็จะเป็นฟองเดือดพล่านไปไกลถึง ๗๐๐-๘๐๐ โยชน์เลยทีเดียว
ในคัมภีร์พระไตรปิฎกฝ่ายมหายานมีเรื่องราวของมหานทีสีทันดอนละเอียดและแปลกออกไปอีก คือ บอกว่าน้ำในนทีสีทันดรที่อยู่ระหว่างเขาสัตตบริภัณฑ์นั้นเป็นน้ำต่างชนิดกัน ๗ อย่าง คือ ๑ น้ำนม ๒ น้ำนมส้ม ๓ น้ำเนย ๔ น้ำอ้อย ๕ น้ำเหล้า ๖ น้ำจืด ๗ น้ำเค็ม เมื่อนับจากชั้นในไปชั้นนอกโดยลำดับ
มหานทีสันทันดรเป็นที่อยู่ของเทวดาจำพวกนาค เรียกว่า นาคเทวดา รวมทั้งนาคที่ไม่ใช่เทวดาด้วย ในคัมภีร์อรรถกถาพระไตรปิฎกไม่ได้พูดถึงเรื่องนาคกับครุฑรบกันเหมือนคัมภีร์ทางศาสนาพราหมณ์ เพียงแต่พูดถึงนิดหน่อยว่าครุฑสามารถจับนาคได้ถ้าเป็นนาคต่ำศักดิ์ โดยเฉพาะนาคบนระลอกคลื่นอาจถูกพวกครุฑจับตัวได้ง่ายๆ

ในสมัยโบราณมีความเชื่อกันว่า ใต้โลกที่คนเราอาศัยอยู่นี้ มีปลาตัวใหญ่ตัวหนึ่งหมุนอยู่ เรียกว่า ปลาอานนท์ และยังเชื่อกันว่า เวลาที่ปลาตัวนี้พลิกตัว จะทำให้แผ่นดินไหว แต่บางตำนานกล่าวว่า.....ปลาอานนท์เป็นหนึ่งในพญาปลาทั้ง 7 ที่อาศัยอยู่ในทะเลสีทันดร ซึ่งมีชื่อดังนี้
1. ติมิ
2. ติมิงคละ
3. ติมิงปิงคละ
4. อานนท์
5. ติมินท์
6. อัชฌโรหะ
7. มหาติมิ
ปลาทั้ง 7 นี้แต่ละตัวยาว 4,000,000 วา
จากวรรณกรรมนิราศนรินทร์คำโคลง ยังมีบทประพันธ์ที่กล่าวถึงชื่อปลาหนึ่งในเจ็ดตัวนี้ ดังนี้
นทีสี่สมุทรม้วย หมดสาย
ติมิงคล์มังกรนาคผาย ผาดส้อน.....
ปลาอานนท์ยังมีเรื่องราวเกี่ยวข้องกับตำนานไฟล้างโลกด้วย คือ ..... เมื่อคนทั้งหลายทำบาป ไม่รู้จักบุญไม่รู้จักกรรมอันใดทั้งสิ้น ดังในคำกาพย์เรื่อง พระไชยสุริยา ของสุนทรภู่บรรยายไว้ว่า.....
ที่ซื่อถือพระเจ้า ว่าโง่เง่าเต่าปูปลา
ผู้เฒ่าเหล่าเมธา ว่าใบ้บ้าสาระอำ
ภิกาสมณะ เล่าก็ละพระธรรม
คาถาว่าลำนำ ไปเร่ร่ำทำเฉโก
.......... ..........
ลูกศิษย์คิดล้างครู ลูกไม่รู่คุณพ่อมัน
ส่อเสียดเบียดเบียนกัน ลอบฆ่าฟันคือตัณหา

เมื่อคนบาปทำบาปมากเข้า ผลของบาปก็ทำให้เกิดความแห้งแล้งไปทั่ว ฝนไม่ยอมตก แสงแดดแผดจ้า จนแหล่งน้ำทั้งหลายเหือดแห้งสัตว์น้ำต่างๆ พากันตายเกลือน ต่อจากนั้นก็จะเกิดตะวันขึ้น 2 ดวง .....ดวงหนึ่งตก อีกดวงหนึ่งก็จะขึ้นมาแทน ทำให้ไม่มีกลางคืน ความร้อนจะทำให้แห้งแล้งยิ่งขึ้น ผู้คนจะล้มตาย และคนดีจะไปสู่สวรรค์ คนเลวก็ตกนรกไป
จากนั้นก็จะมีตะวันขึ้นเป็น 3 ดวง, 4 ดวง และถึง 5 ดวง ......ทำให้แม่น้ำใหญ่ทั้ง 5 สระใหญ่...ทั้ง 7 ป่าหิมพานต์แห้งเหือดไป...ฝูงสัตว์น้ำตายสิ้น...น้ำในมหาสมุทรขอดเหลือเพียงข้อมือเดียว แล้ในไม่ช้าตะวันจะขึ้นเป็น 6 ดวง น้ำในมหาสมุทรแห้งสิ้น...ทั่วทั้งจักรวาลร้อนระอุเหมือนอยู่ในเตาเผา ในที่สุด ตะวันขึ้นเป็น 7 ดวง พญาปลาง 7 ซึ่งอยู่นทะเลสีทันดรทั้ง 7 ชั้นก็จะละลายไหลเป็นน้ำมันติดไฟลุกไหม้ขึ้น ดังประกาศแช่งน้ำ กล่าวถึงวันสิ้นโลกว่า.....
นานาอเนกน้าวเดิมกัลป์ จักร่ำจักราพาฬเมื่อไหม้
กล่าวถึงตะวันเจ็ดอันพลุ่ง น้ำแล้งไข้ขอดตาย
เจ็ดปลามันพุ่งหล้าเป็นไฟ วาบจตุราบายแผ่นขว้ำ
ชักไตรตรึงษ์เป็นเผ้า แลบ่ล้ำสีละอง...

กล่าวกันว่าเมื่อไฟล้างโลกนั้น ไฟจะไหม้ทั้งกามภูมิ 11 ชั้น คือ จตุราบายภูมิ มนุษยภูมิ ฉกามาพจรภูมิ และ พรหมโลก รวมเป็น 14 ชั้น
...ระยะไฟไหม้นั้นจะกินเวลานานถึงอสงไข ทุกอย่างสิ้นหมดแล้วโลกก็รอเวลาสร้างขึ้นมาใหม่ หมุนเวียนเปลี่ยนไปเป็นนิจนิรันดร์. (อสงไขยเป็นอนันตกาล)
เรื่องของโลก เรื่องของธรรม ที่คล้ายกัน ... โลกนี้มีการเปลี่ยนแปลง มานมนาน
ท่านพระอานนท์รับพระพุทธพจน์แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง (เรื่องโลกธาตุ) ว่า อานนท์ ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์แผ่รัศมี ส่องแสงทำ ให้สว่างไปทั่วทิศตลอดที่มีประมาณเท่าใด โลกมีเนื้อที่เท่านั้นจำนวน ๑,๐๐๐ ใน ๑,๐๐๐ โลกนั้น มีดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์ ภูเขาสิเนรุ อย่างละ ๑,๐๐๐ มีชมพูทวีป อปรโคยานทวีป อุตตรกุรุทวีป ปุพพวิเทหทวีปอย่างละ ๑,๐๐๐ มีมหาสมุทร มีมหาราช อย่างละ ๔,๐๐๐ มีสวรรค์ ๖ ชั้น และพรหมโลก ชั้นละ ๑,๐๐๐ นี้เรียกว่า สหัสสีจูฬนิกาโลกธาตุ (โลกธาตุอย่างเล็กมีพันจักรวาล).


การศึกษาทางธรณีวิทยา เรื่องการเคลื่อนตัวของเปลือกโลก เมื่อ 200 ล้านปีก่อน หรือ ประมาณว่า 1 อสงไขย์






การเคลื่อนตัวของเปลือกโลก


วันเสาร์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Jamnager Biggest Refinery กับความเสี่ยงแผ่นดินไหว

ผังเมือง - ผังโรงงาน
ปี 2001 เหตุแผ่นดินไหว ครั้งที่รุนแรง มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 13,000 คน ที่รัฐกุจาราช และเป็นฝันร้ายตลอดมาของคนในเมือง แจมนาเกอร์






โรงกลั่นของ แจมนาเจอร์ อยู่ห่างไกลชุมชนมาก แต่การดำเนินการก่อสร้างฐานราก คงเป็น ฐานรากตื้นเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีข้อมูลเสาเข็มที่ชัดเจน แต่ส่วนของ PipeRack ทั้งหมด ไม่น่าจะมีเสาเข็ม ใช้ค่ารับน้ำหนักปลอดภัยของดิน ที่ 30 ตัน/ม2 แต่ก้อมีหอสูงจำนวนมาก มีของมูลการใช้ เสาเข็มเจาะแต่ไม่ชัดเจน การดำเนินการก่อสร้าง ใช้เวลาสำหรับงานโยธาประมาณ 1 ปีครึ่ง เพิ่งเปิดใช้งาน ต้นปี 2010 ในส่วนขยายที่สร้างขึ้นใหม่ (เมื่อปี 2001 เดือน มกราคม เคยเกิดแผ่นดินไหวขนาด 6.9 ริกเตอร์ สร้างความเสียหายกับอาคารเก่าแก่จำนวนมาก ดูข้อมูลด้านล่าง)






ภาพคุ้นเคยกับ Precast Pipe Rack ซึ่งหล่อทิ้งไว้รอการติดตั้งจำนวนมาก


มองไปไกลจะเห็นคลังก๊าซและคลังน้ำมันขนาดใหญ่


ฺBechtel / Foster Wheeler เป็นวิศวกรที่ปรึกษา





คลิ๊กขวาที่รูปเปิดหน้าต่างใหม่ ค่า 300 kn/m2 = 30 t/m2 ระดับขุดลึก 1 เมตร



When Bechtel completed the Reliance Jamnagar complex in northwest India, it was the largest refinery and petrochemicals complex ever built from the ground up. Now it's even bigger, and lays claim to being the world's largest oil-refining hub.

A second refinery, adjacent to the first, was completed in 2008, nearly doubling the facility's capacity to more than 1.2 million barrels per day.

Construction of the second refinery required over 200,000 engineering and supplier documents, 1.5 million cubic meters of concrete, more than 4 million meters of piping, and 4,400 pieces of major equipment. The work site itself covered an area larger than London.

At peak construction, the project employed more than 70,000 workers. In addition, Bechtel created a “virtual company” involving some 2,800 engineers and other professionals in 19 offices around the world—perhaps the most widely distributed workforce Bechtel has ever applied to a project.

Reliance Industries is the only Indian company included in the Fortune Global 500. And it continues to be a valued customer of Bechtel.

The Jamnagar complex in northwest India is the largest refinery and petrochemicals complex ever built from the ground up—and it’s about to get even bigger. Bechtel and Reliance Petroleum Ltd. are expanding Jamnagar in a project that will create the world’s largest oil-refining operation, period.

When Bechtel completed the design and construction of the first refinery at Jamnagar in 2000, it had a production capacity of 450,000 barrels of crude oil per day. Subsequently the capacity was increased to 650,000 barrels per day, and today, Jamnagar accounts for nearly one-quarter of India’s refining capacity.

A second refinery, under construction adjacent to the first, will nearly double the capacity, while also increasing the capability and flexibility of the complex by allowing it to utilize lower-grade crude oil and produce higher-value products. In addition to gasoline, diesel, jet, and other fuels produced by the original refinery, it will also increase production of polypropylene, which is used in the creation of products such as fibers, films, and household plastic goods. The gasoline and diesel are for export, predominantly to the United States and Europe.

Bechtel is undertaking the expansion with Reliance Petroleum Ltd., a new company created by Reliance Industries.

Building the new refinery entails over 200,000 engineering and supplier documents, installation of 165,000 tons (150,000 tonnes) and 53 million cubic feet (1.5 million cubic meters) of concrete, more than 4,400 pieces of major equipment in over a dozen complexes within the refinery, and 13 million feet (4 million meters) of piping. The site covers an area bigger than London, and more than 70,000 workers will be employed during the peak of construction.

To meet the challenge, Bechtel created a “virtual company” with global resources. Some 2,800 professionals are handling engineering, procurement, project management, and construction consulting from London, Houston, Frederick, Toronto, Shanghai, New Delhi, Mumbai, and Jamnagar. All told, the project encompasses 19 offices and 10 cities in five countries. Scott Johnson, program director for the new refinery, believes that this is the most widely distributed workforce Bechtel has ever applied to a project.

The goal is to make it possible for everybody to work together as if they’re in the same place, and Bechtel has ensured this outcome through a purpose-built communications network. This network reaches every location and enables simultaneous collaborative work on engineering drawings and other documents among people in multiple locations around the globe. Bechtel has also modified various software to facilitate the immense amount of sharing and record-keeping required.

Integrating the offices and communications has eased such tasks as ensuring that the output from the coker—designed by a subcontractor—and crude complexes supports the requirements for the clean fuels complex designed by Bechtel’s Houston office and the vacuum gas oil complex designed in London. “Now we think in terms of integrated work rather than separate engineering disciplines,” Johnson says.

The virtual team has been especially important in keeping the project on its aggressive record-breaking schedule. Work began in October 2005, with the first production train scheduled to begin operations 30 months later.

With Bechtel and Reliance sharing responsibility for the project, design and construction phases have significantly overlapped; construction is well under way before design is complete. As of January 2007, about 65 percent of the engineering had been finished, while crews in Jamnagar had already completed site preparation and poured over 50 percent of the concrete, including most of the concrete pipe racks. In addition, some 28,000 tons (25,000 tonnes) of structural steel and 20 percent of the piping have been fabricated.

The virtual organization also has been instrumental in procuring goods and services from far-flung suppliers at the best possible prices.

“The marketplace is robust—every day prices are increasing and deliveries getting longer, so buying early has saved money and time,” Johnson says. “We’ve placed orders for $3.5 billion worth of materials, including over 4,000 pieces of equipment, and a lot of this we bought before engineering was complete so we could lock in supplies ahead of shortages we could see coming. In some cases, we bought first and designed later around what we bought. But that’s part of keeping to the schedule.”

Transportation is another project in itself, requiring hundreds of ships. Ships have been identified and reserved for the largest equipment, which reaches more than 1,650 tons (1,500 tonnes) and close to 330 feet (100 meters) in length. In addition, the port serving the complex is being expanded to accommodate very large crude-oil carriers, along with additional ships to transport the export products.

The new refinery will open windows of opportunity within India. The first refinery, which Bechtel designed and built for Reliance Industries Ltd., was able to satisfy one-third of India’s needs for refined petroleum products in 2001, sustaining downstream activity worth $26 billion, one-sixth of India’s economy that year. It also enabled India to become a net exporter of oil products for the first time. The new refinery is expected to increase India’s exports, with its gasoline and diesel earmarked for the U.S. and European markets. According to Mukesh Ambani, Reliance Industries’ chairman, the new refinery supports the com-pany’s “two-fold strategy: strengthening the petroleum retailing business and enlarging the refining capacity.” Its scale is rivaled only by refineries being proposed for Taiwan and Kuwait.

Reliance Industries is the only Indian company included in the Fortune Global 500. It has had great success in an industry formerly dominated by state-owned companies, and its new chain of retail gas stations now accounts for 12 percent of diesel and 6 percent of gasoline sales in India. And it continues to be a valued customer of Bechtel.

UNESCO MISSION TO THE EARTHQUAKE DAMAGE DISTRICT IN GUJARAT, INDIA, FOR THE CONSERVATION OF CULTURAL PROPERTIES, MARCH 1-15, 2001








Jamnagar








all photographs (except as marked) © by Randolph Langenbach / UNESCO, 2001



Click on photos to enlarge






1) Jam-in-doorway.jpg (160992 bytes) 2) Jamnagar-20-19.jpg (55285 bytes)


1) Jamsaheb, the Maharaja of Jamnagar leading the visit to the ancient Durbargarh in Jamnagar. 2) This, the exterior gateway to the Darbargarh is all that the public has been aware of about the complex for almost 100 years.



FROM THE UNESCO REPORT: Of those monuments not under protection, the most significant ones found on this mission to be at the greatest risk are the original Darbargarhs,” the city palaces of the former kings of the princely kingdoms that at one time made up the region. The Darbargarhs pre-dated the coming of the British, and thus contain architecture, art, and sometimes-even artifacts, dating back several hundred years with less influence from Europe. During the British Raj period, many of these Maharajas constructed new palaces on the edges of the cities and towns, moving out of the center of their cities and away from their subjects. As a result, some of these original palaces have seen little use for close to a hundred years. They have remained essentially in mothballs hidden away from view except for a few sections which are open to the public, such as the Aina Mahal Museum at the Darbargarh in Bhuj.



While many of the British period palaces are also architecturally significant and damaged as well, it is these older palaces that have been identified on this mission to embody the most cultural and historical significance to the region and to India as a whole. At the time that they were constructed and over the centuries that they were used, they formed the administrative and cultural center for the princely states.



The Darbargarh of Jamnagar is one of the most magical, yet least widely known, historic complex in all of India. Sir Bernard Feilden and William Connal, noted restoration architects inf Great Britain, consider this palace complex possibly to be the single most impressive secular heritage site in Western India.



The Darbargarh was inspected at the invitation of Jamsaheb, the Maharaja of Jamnagar. Entering parts of this extensive complex was like entering a lost world with extensive evidence of a rich a varied history, as well as possessing significant artistic and architectural details. Artifacts, some with evidence of not having been disturbed for more than a generation or two, were stacked or arranged in hidden rooms – rooms which remained locked and protected until the earthquake has now broken them open and placed the buildings and their contents at immediate of loss and destruction.



The Jamsaheb personally lead the site visit of the ancient palace complex, which was located in the heart of Jamnagar, but exists today as a hidden and nearly forgotten complex of ancient buildings. Because new palaces had been built in the early part of the 20th century under the British period on the outskirts of the city, this original palace has rarely been used for almost a century, and hardly at all for the last 30 years. The Jamnagar Darbargarh suffered significant damage in the earthquake, but not nearly as extensively as did the one in Bhuj. Visiting this complex was more like walking through a lost city, than a single building, with courtyards opening off of courtyards, each with its own distinctive art and architectural presentation. With the commentary by the Jamsaheb, the deep history of the place came alive as we passed through dusty rooms filled with wall paintings, mirrors in gilt frames, and thousands of dust covered and decaying artifacts of a departed way of life - a way of life, however, which existed near enough in time to be still within the living memory of some within the city.



3) durbar-int-archway.jpg (30624 bytes) 4) durbar-ornamental-fac.jpg (41471 bytes)





2) Interior court and archway 3) Durbar Hall exterior







5) durbar-hall.jpg (23213 bytes) 6) durbar-mirror-rm.jpg (43186 bytes) 7) durbar-harem-shutters.jpg (31747 bytes)





4) Durbar Hall interior. 5) Top floor mirror hall in the private apartments of the Maharaja 6) Screened porch of one apartment for one of the wives in the Harem section of the palace.



In rooms now cracked open in places by the earthquake were wall paintings showing armies of olive shaped eyed men and women in settings from battlefields to palaces and ashrams. In other rooms, thirty years of dust accumulation had to be swept away to reveal portraits of bejeweled princes, and photographs of city monuments. In one corner was an entire crate of ornamental swords in their scabbards. In another room – unseen by all but a few for several generations - was a room completely lined with ornamental mirrors and paintings – not unlike the one found in the Aina Mahal Museum in Bhuj, which now also is partly collapsed. The rooms in this ancient palace were for the most part small and intimate, not grand or vast, as found in the later palaces. Instead of being designed to impress one of wealth, they bespeak a way of life that was uniquely Indian – as the palaces in the pre-British period were not houses only for the Maharaja’s but small cities that housed the entire court that served as the government of each kingdom.



JAMNAGAR DARBARGARH; Rooms full of dust covered pictures of former nobles, princes, kings and views of the city - with the images visible only after the dust was wiped off - were opened up after the earthquake for the first time in years.




วันพุธที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ขอศาลปกครองไต่สวนฉุกเฉิน

27 พฤษภาคม 2553 เวลา 9.30 น. ยื่นคำฟ้องและคำขอให้ไต่สวนฉุกเฉิน




....
เพื่อยับยั้งเหตุสลดที่อาจจะเกิดขึ้นได้ จากความเสี่ยงสูงมากที่มาจากการขออนุมัติและการอนุมัติ แบบและโครงการ รวมทั้งการดำเนินการต่างๆ ที่กระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายของผู้ถูกฟ้อง แม้จะอ้างว่าต้องเร่งรัดโครงการให้ทันตามแผนกำหนด เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่างๆด้านเศรษฐกิจหรือค่าชดเชยส่วนต่างของการซื้อก๊าซแอลพีจีจากต่างประเทศมาใช้ในราคาแพง ที่เป็นภาระของผู้ใช้น้ำมันโดยรวมนั้น ไม่ใช่เหตุผลที่หน่วยงานของรัฐ จะละเลยมาตรฐานการก่อสร้างโรงงานที่อันตราย เพราะเป็นโรงงานที่เกิดการระเบิดได้ ซึ่งจำเป็นจะต้องทำให้มีเสถียรภาพและแข็งแรงเป็นพิเศษ จนไม่มีความเสี่ยงที่จะทรุดพัง ตลอดอายุการใช้งานประมาณ 25-30 ปีของโรงแยกก๊าซ ทั้ง 2 จึงจำเป็นที่ต้องขอให้มีขบวนการไต่สวน

จากเหตุอันอาจจะก่อให้เกิดผลเสียหายใหญ่หลวงในวงกว้างดังที่กล่าวในข้างต้น และขณะนี้เป็นช่วงของฤดูฝน การที่ฝนตกติดต่อกันหลายวัน จะทำให้ดินชุ่มไปด้วยน้ำและลดการรับแรง รับน้ำหนักต่างๆ ประกอบกับการมีพายุลมแรง อาจจะทำให้เกิดการล้มพังของโครงสร้างที่ไม่ได้ตอกเสาเข็มได้ เช่นดังต้นไม้ใหญ่แม้มีรากหยั่งลึกเสมือนเสาเข็มที่ยึดโยงแล้วนั้น ยังล้มยกทั้งรากทั้งดินขึ้นมาเพราะเจอพายุฝนลมแรง ดังที่ปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป ซึ่งทำให้เกิดความวิตกกังวลขวัญแขวนในส่วนผู้ที่ได้รับรู้ข้อมูลเรื่องนี้แล้วจำนวนมาก เพื่อโปรดพิจารณาวินิจฉัยให้มีการไต่สวนฉุกเฉิน

เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่ง - ให้ผู้ถูกฟ้องทั้งหมด สั่งระงับหรือสั่งหยุดการดำเนินการต่างๆของโรงงานทั้งหมดไว้ และนำก๊าซแอลพีจี ที่เติมเข้าไปแล้วในถังเก็บก๊าซแอลพีจีทรงกลมขนาดใหญ่ ที่เพิ่งก่อสร้างใหม่ 3 ถังออก จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด โดยละเว้นระบบดับเพลิงและหล่อน้ำต่างๆ ให้ยังคงดำเนินการต่อไปได้

เพื่อศาลโปรดพิจารณา





...



วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ภาพเสี่ยงตาย ที่นายกอภิสิทธิ์ ต้องดู


เข้าใจว่า ... ที่ผ่านมาได้รับรู้เรื่องนี้ ไปแล้วบ่อยครั้งทาง อีเมล์ แต่คนเปิดอีเมล์คงไม่ได้ใส่ใจ ในเมื่อคนระดับนายกรู้แล้ว ปล่อยให้เรื่องเหล่านี้ ผ่านไปโดยไม่แยแส ก้อไม่ต่างอะไร กับการปล่อยให้คนใส่เสื้อแดง เผากรุงเทพฯ เผาศาลากลาง รัฐบาลมีเครื่องมือมากมาย ขณะที่ประกาศสภาวะฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง แต่การหยุดเฉยเฉื่อยชาในการเข้าระงับเหตุ ด้วยกลัวจะมีคนบาดเจ็บล้มตายเพิ่ม / รัฐบาลเริ่มทำโทษข้าราชการ ที่ไม่สามารถปกป้องศาลากลาง เพราะยึดนโยบาย ต้องไม่เจ็บไม่ตาย จนศาลากลาง สถานที่ราชการ โรงเรียนจำนวนมาก ถูกเผาวอดวาย ..... และบัดนนี้ กำลังทิ้งความเสี่ยงให้กับคนมาบตาพุด




วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

โรงแยกก๊าซ ปตท. ความมั่นคงทางพลังงานบนความเสี่ยง



โรงแยกก๊าซ ปตท. มาบตาพุด ระยอง
โดยปกติโรงงานก๊าซไวไฟและสารเคมีอันตราย มีความเสี่ยงที่จะรั่วระเบิด อันมาจากปัญหาทั่วไป เช่นการทำงานคาดเคลื่อนของมนุษย์ ความผิดพลาดบกพร่องในการเดินครื่องจักร ความแข็งแรงแน่นหนาของวัสดุ-อุปกรณ์ต่างๆที่เลือกใช้ การออกแบบผิดพลาด การเยื้องศูนย์ของแนวท่อและแกนเครื่องจักร ปัญหาสภาวะอากาศ พายุ ฝน-ลูกเห็บ ฟ้าผ่า หรือ แผ่นดินไหว ซึ่งมีโอกาสก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงอยู่แล้ว แต่การเพิ่มความเสี่ยงสูงที่ฐานรากซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่สุด ที่ทำให้เกิดความมีเสถียรภาพแข็งแรงตั้งอยู่ได้ของโครงสร้างพิเศษสำคัญต่างๆ ตลอดอายุการใช้งานของโรงงานนั้น เป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวด ที่จำเป็นต้องมีเสาเข็มช่วยยึดแน่นไม่ให้ทรุดล้มพัง เสมือนต้นไม้ใหญ่ย่อมมีรากลึกยึดแน่นเพื่อยืนต้นสู้ลมสู้ฝนพายุใหญ่ มั่นคงอยู่ในทุกสภาวะอากาศ







วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ม๊อบเสื้อแดง ... โดนเผาทั้งเป็น


นปช.ใส่น้ำมันเติมเชื้อไฟพลาดท่าโดนไฟลุกติดเสื้อกางเกงช่วยดับวุ่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 18 พฤษภาคม ที่บริเวญแยกดินแดง ผู้ชุมนุนแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)ได้เข้าไปเติมน้ำมันเพื่อเลี้ยงกองเพลิงให้ลุกโชนต่อไป เกิดพลาดท่าโดนไฟลุกไหม้ที่เสื้อและกางเกงได้รับบาดเจ็บบริเวณแขน ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลราชวิถี

วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ใครคือ Hero ที่ประชาชนรอคอย!!! ที่ไม่ใช่ ... อภิสิทธิ์




ใครคือ Hero ที่ประชาชนรอคอย!!! ที่ไม่ใช่ ... อภิสิทธิ์
ใครจะเป็นฮีโร่ ... ดับไฟในใจประชาชน
มีการเริ่มพูดกันหนาหู เรื่อง ปฎิวัติ
หลังจาก ... มองหา แนวทางไม่เจอ
ต่างคน ต่างเหล่า ขีดเส้นตาย ซ้ำๆซากๆ
เผายาง จนเหมือนกรุงเทพฯโดนเผา
รัฐบาล ไม่มีปัญญาดับ-ไม่คิดที่จะดับ
ทั้งๆ ที่ตาย วันละสิบ ขึ้น
คนก่อความวุ่นวาย ไม่กลัวคุกไม่กลัวตาย
คนซุ่มยิง กองกำลังไม่ทราบฝ่าย
ผู้ก่อการร้าย ของ ศอฉ. ที่มีแต่รูป แต่ภาพข่าว
หมายจับ - โพย ขบวนการล้มเจ้า
ประกาศมากมายของรัฐ ที่ไม่ยังจับใครไม่ได้
กำลังจะกลาย ... เป็นถุงใส่กล้วยแขก
คนรู้จักกองกำลังไม่ทราบฝ่ายก้อตายไปแล้ว
ถ้าอยู่จนถึงตอนนี้ ยังไม่รู้ว่า อะไรจะเกิดขึ้น
แต่ ... ตอนนี้ ประชาชน ที่ได้รับผลกระทบ
ก้อ ... กำลังหายใจ พะงาบๆ แบบที่รัฐบาลไม่รู้จริง
ที่บอกให้ประชาชน อดทน ก้อทำแล้ว นานแล้ว
ทหาร-ตำรวจ-เจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ทำหน้าที่
รัฐบาล อ่อนแอ กำลังจะปล่อยให้โจรยึดประเทศ
หลังจาก โจรยึดพื้นที่สื่อได้แล้วเกือบทั้งหมด
คำยืนยัน ... ที่ไม่มีความหมาย ของรัฐ มันคือความล้มเหลว
ถ้า ... จะอยู่เพื่ออนุมัติงบประมาณ อนุมัติโครงการใหม่
..... แบบที่พรรคร่วม พึงพอใจ จนหน้าบาน !!!

?!.
ประชาชนว้าเหว่ .... รอ ฮีโร่ ที่โผล่มาจากไหน
ใครส่งมาก้อช่างเถอะ ... ที่มาแล้ว ทุกอย่างจะจบ!!!
...
อำนาจ ... กำลังเลือกเปลี่ยนเก้าอี้ มาอยู่กับผู้ที่บริหารได้

วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2553